ซีรี่ย์ฝรั่ง The Falcon and the Winter Soldier (2021) เดอะฟอลคอนและเดอะวินเทอร์โซลเจอร์

The Falcon and The Winter Soldier เผยภาพแรกอย่างเป็นทางการ บารอนซีโมและ เอเจนต์คาร์เตอร์กลับมา | #beartai

เรื่องย่อ

หลังจากภารกิจ  Avengers: Endgame จบลง แต่ยังมีตัวร้ายอย่าง Baron Zemo จาก Captain America: Civil War (2016) กลับมากำจัดซูเปอร์ฮีโร่ไปให้หมดโลก เพราะยังคงเชื่อว่า โลกนี้ไม่ควรมีซูเปอร์ฮีโร่ และนอกจากนี้ยังเล่าถึงการรวมตัวกันระหว่าง Sam Wilson / Falcon และ Bucky Barnes / Winter Soldier ซึ่งทั้งคู่มีแผนการต่อสู้ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่พวกเขาต้องร่วมมือกันเพื่อปราบตัวร้ายและปกป้องโลกนี้ด้วยกัน

ตัวอย่างเต็มของ “The Falcon and the Winter Soldier” ออกมาให้จิ้น | JEDIYUTH

กระแสความน่าสนใจของซีรีส์ The Falcon And The Winter Soldier ทำให้บรรดาแฟนๆ ของภาพยนตร์ Avengers: Endgame ต่างเฝ้ารอคอยด้วยความสงสัยว่าท้ายที่สุดแล้วตัวละครผิวสีจะยอมรับบทบาทซูเปอร์ฮีโร่อย่างกัปตันอเมริกาที่เขาได้รับไม้ต่อหรือไม่ ด้านแอนโธนี แมคคีย์ นักแสดงนำผู้รับบทฟอลคอน ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นนักแสดงที่สามารถรักษาความลับเกี่ยวกับภาพยนตร์และซีรีส์ที่เขาแสดงผ่านมาได้อย่างดีเยี่ยม ได้กล่าวในงานแถลงข่าวเพียงว่า เขาพอใจกับตอนจบของซีรีส์ The Falcon And The Winter Soldier มาก และรู้สึกดีมากที่เขาได้รับบทบาทที่มีเอกลักษณ์มากที่สุดในภาพยนตร์ที่สร้างมาจากหนังสือการ์ตูน

Marvel ประกาศวันฉายภาพยนตร์ซีรีส์ดัง | The Falcon and The Winter Soldier และ  WandaVision เรียบร้อยแล้ว! - uKnow
The Falcon and the Winter Soldier premiere officially delayed | EW.com

ซีรีส์ The Falcon And The Winter Soldier นำเสนอเรื่องราวการผจญภัยของซูเปอร์ฮีโร่ที่ต้องต่อสู้กับอาชญากรก่อการร้าย ผ่านการเดินทางไปยังหลายที่ทั่วโลก แต่นอกเหนือจากการสวมบทบาทซูเปอร์ฮีโร่ พวกเขายังต้องจัดการกับปัญหาส่วนตัวที่สะสมไม่ต่างจากปุถุชนทั่วไป มัลคอล์ม สเปลแมน ผู้สร้างและผู้เขียนบทซีรีส์เลือกจับคู่นักแสดงหลักอย่าง แอนโธนี แมคคีย์ ผู้รับบทฟอลคอน ซึ่งเคยเป็นอดีตคู่หูของกัปตันอเมริกา และ เซบาสเตียน สแตน ผู้รับบทบัคกี้ หรือ วินเทอร์ โซลเยอร์ โดยแสตนกล่าวว่าตัวละครฟอลคอนและการนำเสนอเรื่องราวในรูปแบบซีรีส์ซึ่งมีเวลาใส่รายละเอียดอย่างเต็มที่ทำให้นักแสดงอย่างเขาและแมคคีย์ รวมทั้งผู้ชมจะได้ค้นพบอีกด้านของตัวตนซูเปอร์ฮีโร่ทั้งสองมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่าง

ซีรี่ย์ฝรั่ง Never Have I Ever ภารกิจสาวซน ก็คนมันไม่เคย | Netflix

เรื่องย่อ : เรื่องราวของสาววัยรุ่นอินเดีย เดวี่ เธอเป็นเด็กเนิร์ดที่ไม่เค้ยไม่เคยทำอะไรนอกจากไปโรงเรียนและอ่านหนังสือ วันนึงเธออยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นสาวมั่น เจ๋ง สุดคูล เริ่ดๆเชิ่ดๆ ด้วยความที่เธอคิดอยากจะซั่มกับหนุ่มสุดหล่อสุดฮอตของโรงเรียน ภารกิจเสียตัวของเด็กเนิร์ดจะเป็นอย่างไรติดตามได้ในซีรี่ย์ ซีรี่ย์ฝรั่ง Never Have I Ever ภารกิจสาวซน ก็คนมันไม่เคย | Netflix ซับไทย

ตัวอย่างซีรี่ย์

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ซีรี่ย์ Never Have I Ever
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ซีรี่ย์ Never Have I Ever
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ซีรี่ย์ Never Have I Ever
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ซีรี่ย์ Never Have I Ever

Crime Scene: The Vanishing at the Cecil Hotel (2021) การหายตัวไปที่โรงแรมเซซิล | Netflix

เรื่องย่อ : เรื่องราวของโรงแรม The Vanishing at the Cecil Hotel เป็นโรงแรมที่มีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ เนื่องจากมีนักศึกษามหาวิทยาลัยและนักท่องเที่ยวเอลิซาแลมเข้ามาพักที่โรงแรมแห่งนี้ แต่พวกเขากลับหายตัวไปอย่างลึบลับ โดยที่ทรัพย์สินทั้งหมดยังถูกทิ้งไว้ที่โรงแรม พวกเขาหายตัวไปได้อย่างไร เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันแน่ ติดตามได้ใน ซีรี่ย์ฝรั่ง Crime Scene: The Vanishing at the Cecil Hotel (2021) การหายตัวไปที่โรงแรมเซซิล

ตัวอย่าง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Crime Scene: The Vanishing at the Cecil Hotel (2021)
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Crime Scene: The Vanishing at the Cecil Hotel (2021)
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Crime Scene: The Vanishing at the Cecil Hotel (2021)
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Crime Scene: The Vanishing at the Cecil Hotel (2021)

ซีรี่ย์ฝรั่ง The Good Doctor Season 4

เรื่องย่อ: ซีรีย์อัจฉริยะ คุณหมอฟ้าประทานในตอนนี้ เป็นเรื่องราวสมมติเกี่ยวกับการต่อสู้ที่ยังคงดำเนินอยู่จริงในขณะนี้ วีรบุรุษผู้ทรงเกียรติ : คณะแพทย์ พยาบาลและผู้ที่ทำงาน ณ เบื้องหน้า หลายชีวิตที่ต้องเสียสละ โปรดทำหน้าที่ของคุณสวมหน้ากากอนามัย

The Good Doctor' Season 4: News, Premiere Date, Cast, Spoilers, Episodes
The Good Doctor is getting a second season
The Good Doctor Season 2 Cast Changes - New Actors on The Good Doctor

ตัวอย่างซีรี่ย์

รีวิว The Mess You Leave Behind (2020) อีโรติกทริลเลอร์ “ครูกับนักเรียน”

The Mess You Leave Behind (2020) อีโรติกทริลเลอร์ “ครูกับนักเรียน” เรื่องราวของครูสาวหน้าใหม่ที่มาสอนแทนครูที่ฆ่าตัวตาย จากการคุกคามของนักเรียน และพบว่าเธอกำลังกลายเป็นเหยื่อในคดีนี้คนต่อไป

รีวิว The Mess You Leave Behind ซีรีส์จากผู้สร้าง Elite แนวอีโรติกทริลเลอร์ "ครูกับนักเรียน" (ไม่สปอยล์) 1

เรื่องเปิดด้วยการตัดสลับช่วงเวลา 2 เหตุการณ์ของ “บิรูกา” ครูสาวหน้าใหม่ที่มาสอนวิชาวรรณกรรมให้กับนักเรียน ซึ่งก็ต้องพบกับความท้าทายจากนักเรียนที่พยายามกลั่นแกล้งเธอ แต่บิรูกากลับเอาชนะในจุดนี้ได้ และก็กลายเป็นครูขวัญใจนักเรียนในเวลาต่อ

ในอีกด้านคือเรื่องราวของ “ราเกล” ครูสาววรรณกรรมที่กำลังมีปัญหาส่วนตัวจากแม่ที่จากไป และเธอเองก็ติดยาระงับประสาทจนเห็นภาพหลอนแม่กลับมาในชีวิต ด้านชีวิตคู่ก็กำลังมีปัญหาระหองระแหงกับสามี ก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตในเมืองบ้านเกิดเล็กๆ ของสามี ที่เธอมาสมัครสอนแทนครูบิรูกาที่พึ่งเสียชีวิตไป โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า กำลังเดินตามรอยเหตุการณ์ที่บิรูกาเผชิญหน้ามาก่อนจบชีวิตลงแบบเป็นปริศนา

ซีรีส์เล่าเรื่องตัวเอกครูทั้งสองคนตัดสลับไปมาตลอดเวลา ซึ่งในการดูตอน 1 ผู้ชมคงงงกับการตัดสลับนี้ว่าเพื่ออะไร เพราะเรื่องทั้งสองเหตุการณ์ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย และตัวละครในเรื่องก็จัดว่าเยอะมาก แถมตัวเอกราเกลยังเห็นภาพหลอนอยู่หลายครั้ง จนไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วเรื่องพยายามเล่าอะไรกันแน่ ซึ่งอาจจะเป็นจุดบอดใหญ่เลยที่เปิดเรื่องมาด้วยลำดับเวลาที่ไม่แน่ชัด แถมในส่วนของบิรูกายังกระโดดข้ามไปมาตั้งแต่แรกเข้าสอนจนถึงช่วงมีปัญหาแบบตัดมาเล่นนิดๆ หน่อยๆ ให้คนดูงงว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ และนักเรียนเกเรอย่าง “ยาโก” (เล่นโดยนักแสดงคนเดียวกับที่เล่นบท Ander ใน Elite) มาเกี่ยวข้องกับครูบิรูกาได้ยังไง ซึ่งในตอนจบของตอนแรก เราถึงได้รู้ว่าเหตุการณ์ที่ได้ดูไปคือหนังม้วนเดิมที่กำลังจะซ้ำรอยอีกครั้ง โดยมีราเกลครูสาวคนใหม่มาเป็นตัวหลักในเรื่องปัจจุบัน และบิรูกาคือเรื่องราวในอดีตก่อนหน้านี้ไม่นาน

รีวิว The Mess You Leave Behind ซีรีส์จากผู้สร้าง Elite แนวอีโรติกทริลเลอร์ "ครูกับนักเรียน" (ไม่สปอยล์) 2

หลังจากจบตอนแรก เราจะได้รู้แล้วว่าซีรีส์เลือกเล่าเหตุการณ์ปัจจุบันในช่วงคดีบิรูกายังปิดไม่สนิท งานศพก็ยังไม่ได้จัด นักเรียนก็ยังเศร้าเสียใจกับการจากไปของครูขวัญใจ และราเกลเองก็ต้องพบกับการต่อต้านจากนักเรียน เมื่อเธอเองไม่ใช่บิรูกา และก็ไม่ได้สอนในแนวทางเดียวกันจนทำให้เกิดการไม่ยอมรับ และกลายเป็นเรื่องราวการกลั่นแกล้งตามมาจากนักเรียนลึกลับ ที่เหมือนรู้เรื่องฉาวในอดีตที่ซ่อนไว้ของราเกลหลายอย่าง จนเธอเชื่อว่ากำลังถูกแฮ็กเกอร์ตามรังควาน และก็พยายามสืบหาว่าใครเป็นคนทำ ซึ่งก็เชื่อมโยงกับบิรูกาโดยบังเอิญ และในตอนนี้เองที่เรื่องราวอีกด้านของบิรูกาจะค่อยๆ เผยออกมาว่าตัวตนที่แท้จริงของเธอไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น

ในเรื่องนี้เต็มไปด้วยเรื่องฉาวในโรงเรียน แนวครูกับนักเรียนมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง หรือเรื่องของราเกลเองก็ไม่ได้เหมือนอย่างที่เห็นในตอนแรก ซีรีส์มีหลายฉากจัดว่าเป็นแนวอีโรติกเลยก็ว่าได้ หลายฉากติดเรต 18+ แบบดูแล้วก็คิดว่านี่คงกลายเป็นลายเซ็นต์เฉพาะตัวของผู้สร้าง Carlos Montero ไปแล้วแน่ๆ อย่างฉากนักเรียนสำเร็จความใคร่ต่อรูปวาดครู เอาน้ำรักฉีดใส่ปากในภาพแล้วเหลือไว้ให้ครูดู เพื่อให้เกิดอารมณ์อย่างว่า ตัวเอกของเรื่องทั้งสองคนมีฉากเปลือยอยู่หลายครั้ง แต่เรื่องก็มีเหตุผลในการใส่ฉากพวกนี้มา ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด

รีวิว The Mess You Leave Behind ซีรีส์จากผู้สร้าง Elite แนวอีโรติกทริลเลอร์ "ครูกับนักเรียน" (ไม่สปอยล์) 3

แม้จะมีฉากอีโรติกอยู่เรื่อยๆ แต่เรื่องก็ไม่ได้เน้นจุดนั้นเป็นหลัก ตัวเรื่องเล่าเรื่องราวการสืบค้นหาสาเหตุการตายของบิรูกา ในแบบเดียวกับ Elite คือ ค่อยๆ เผยด้านมืดของตัวละครทุกตัวออกมาให้คนดูสงสัยหรือหักมุมคิดว่าเป็นคนร้ายในหลายตอน แต่เรื่องราวไม่ได้เดาได้ง่ายเลยว่าคดีจะจบลงยังไง เพราะเรื่องผูกการตายของบิรูกาเข้ากับเหตุการณ์ที่ราเกลกำลังถูกคุกคามจนแทบป็นบ้า บางครั้งเราก็ไม่แน่ใจว่านี่คือสิ่งที่ราเกลเห็นจริงหรือไม่ หรือกำลังถูกคนเขียนบทสับขาหลอกอยู่ก็เป็นได้ ซึ่งถือว่าตัวเรื่องทำสำเร็จเพราะยากที่จะเดาได้จริงๆ ว่าใครเป็นคนร้ายทั้งแฮ็กเกอร์ คดีการตายของบิรูกา และเรื่องของตัวราเกลเองก็มีอดีตลึกลับซ่อนอยู่แบบค่อยๆ เผยมาเรื่อยๆ เหมือนกัน

แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างจาก Elite เลยคือเรื่องถ่ายทอดในแบบละเมียดละไมไปเรื่อยๆ ผ่านปมปัญหาดราม่าชีวิตส่วนตัวของบิรูกากับราเกล ที่มีความซ้อนทับเหลื่อมกันบางจุดอย่างทั้งคู่กำลังมีปัญหากับสามี เกือบจะเหมือนกัน แต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว ตัวราเกลเองจากครูไฟแรงต้องมาเจอการเปรียบเทียบครูคนเก่าอย่างบิรูกาที่เพียบพร้อมนักเรียนรัก และสลัดเรื่องของบิรูกาออกจากหัวไม่ได้ ก็กลายเป็นปมปัญหาทางจิตที่แตกต่างออกไป ซึ่งในส่วนนี้เองที่อาจจะทำให้เรื่องนี้ดูเนือยๆ เรื่อยๆ กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากเกินไปหน่อย จนดูแล้วอาจจะไม่ถึงกับติดแบบดูจบต้องดูต่อ แต่ก็ไม่ได้เป็นเพราะว่าเรื่องเล่าไม่ดี แต่ผู้สร้างเลือกที่จะเล่าเรื่องเย็นๆ เนิบๆ แบบนี้ตั้งแต่ตัวไตเติลแล้ว เพื่อให้คนดูได้ค่อยๆ ดิ่งลึกลงไปยังเบื้องหลังในอดีตของตัวละครหลักทั้งคู่ ตามชื่อเรื่องเลยครับ

รีวิว The Mess You Leave Behind ซีรีส์จากผู้สร้าง Elite แนวอีโรติกทริลเลอร์ "ครูกับนักเรียน" (ไม่สปอยล์) 4

The Mess You Leave Behind เป็นซีรีส์ที่ดีพอให้ชื่นชมเลยว่า Carlos Montero ผู้สร้างไม่ได้ฟลุ๊คดังจาก Elite แต่เขามีลายเซ็นต์เฉพาะตัวมากกับเรื่องราวแบบนี้ และก็ทำได้ดีมากด้วย แถมยังไม่ได้เลือกเล่นในแนวทางเดิมซ้ำ แต่ก็ยังคงมีประเด็นหลักหนักแน่นในแนวเดียวกันได้ไม่ตกหล่น ทั้งในส่วนของการตายปริศนาว่าเป็นฆาตกรรมหรือไม่? เรื่องฉาวอีโรติกของวัยรุ่นในโรงเรียน การกลั่นแกล้งบูลลี่ รวมถึงเรื่องของ LGBT ที่ยังคงสำคัญกับเรื่องราวในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน และก็ยังใช้บริการนักแสดงจาก Elite อย่าง Arón Piper ในบท Ander ที่คู่กับโอมาน พลิกบทบาทจากแนวหงิมๆ มาเป็นแบดกายสุดเก็บกดได้อย่างน่าชื่นชมครับ

รีวิว The Mess You Leave Behind ซีรีส์จากผู้สร้าง Elite แนวอีโรติกทริลเลอร์ "ครูกับนักเรียน" (ไม่สปอยล์) 5

รีวิวซีรีส์ Sneakerheads หยิกกัดคนบ้าสนีกเกอร์ได้เจ็บแสบ แต่ขอบอกว่าเรื่องจริงทั้งนั้น!

Sneakerheads พลพรรคคนรักสนีกเกอร์ ซีรีส์ Netflix ที่เจาะกลุ่มคนเล่นสนีกเกอร์มาไว้ในเรื่องแบบฮาๆ หยิกกัดหลายอย่างได้เจ็บแสบ แต่ก็เรื่องจริงทั้งนั้น!

ซีรีส์บ้อบอคอแตกที่หยิบเรื่องราวของกลุ่มคนรักรองเท้าสนีกเกอร์มาทำเป็นเรื่องราวใหญ่โต โดยผูกเรื่องเข้ากับหนุ่มสนีกเกอร์เฮดที่ลาวงการมีครอบครัวไปแล้ว เมียก็ห้ามซื้อรองเท้า แต่กลับได้มาเจอเพื่อนเก่าที่บ้าสนีกเกอร์ด้วยกัน และชวนให้ไปตามล่ารองเท้าในตำนานที่เหมือนไม่มีอยู่จริง แต่ถ้าค้นพบมันได้ก็รวยเละเทะ

รีวิวซีรีส์ Sneakerheads หยิกกัดคนบ้าสนีกเกอร์ได้เจ็บแสบ แต่ขอบอกว่าเรื่องจริงทั้งนั้น! 1

ต้องเกริ่นก่อนว่าเรื่องนี้ทำมาเพื่อคนเฉพาะกลุ่มที่สนใจหรือรู้จักสนีกเกอร์โดยตรง รวมถึงอาจจะเข้าขั้นคลั่งไคล้ หรือเจาะลึกไปอีกก็ตามชื่อเรื่องสนีกเกอร์เฮด ที่หมายถึงแฟนตัวจริงที่รู้เรื่องรองเท้าประเภทนี้โดยละเอียด ซึ่งในบ้านเราก็มีกลุ่มแบบนี้อยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าใครตามข่าวเรื่องการต่อคิวซื้อรองเท้าจนร้านต้องปิดหนีในไทย (เพราะแฟนไม่พอใจที่โควต้าน้อยไม่พอ) ก็อาจจะนึกไม่ถึงว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นกันทั่วโลก ที่อเมริกาเป็นต้นตำหรับความบ้านี้มาก่อนไทยด้วย ซีรีส์เรื่องนี้แหละจะทำให้คุณรู้จักเข้าถึงความบ้าของจริงที่หยิบมาเอาใส่ในหนังได้แบบเนียนๆ เหมือนเว่อร์ แต่มุก 90% ในเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงล้วนๆ ที่อาจจะดูบ้าในสายตาคนภายนอก แต่สำหรับคนดูที่ชอบสนีกเกอร์อยู่แล้วนี่บันเทิงมาก เหมือนโดนหยิกจิกกัดเอาความจริงมาเล่นแบบฮาๆ หน้าตาย ซึ่งอาจจะตายจริงด้วยถ้าคนในครอบครัวรู้ว่าหมดตังไปแค่ไหนกับแค่รองเท้าใส่เล่นเท่านั้น (ส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่ด้วย ซื้อมาเก็บ)

ตัวเรื่องหยิบเอาเรื่องง่ายๆ ของคนมีครอบครัวแล้วที่โดนเมียห้ามสะสมของฟุ่มเฟือย แต่ด้วยใจรักพระเอก “เดวิน” จึงแอบไปร้านรองเท้าจนได้ แล้วก็พบกับซี้เก่าที่ตอนแรกแค่ชวนมาตามล่าหาสนีกเกอร์ดังๆ มาขายทำกำไร แต่แล้วก็กลายเป็นผิดแผนสารพัด ซึ่งช่วงที่ผิดแผนนี่แหละคือเรื่องจริงในวงการนี้อย่างหนึ่ง เมื่อรองเท้าเกิดการซื้อไปเพื่อเก็งกำไร ก็เลยกลายเป็นช่องทางทั้งปั่นทั้งหลอกหลวงจนคนที่เล่นสนีกเกอร์จริงต้องเคยพลาดขาดทุนกำไรกับสนีกเกอร์ไปบ้างแน่นอน

รีวิวซีรีส์ Sneakerheads หยิกกัดคนบ้าสนีกเกอร์ได้เจ็บแสบ แต่ขอบอกว่าเรื่องจริงทั้งนั้น! 2

เมื่อเรื่องเดินมาตอนสอง ซึ่งแต่ละตอนของเรื่องนี้ก็สั้นๆ แค่ 20 นาทีเท่านั้น จึงเข้าเรื่องรองเท้าในตำนาน “ไนกี้ ซีโร่” ที่มีแต่คำร่ำลือ ไม่เคยมีใครได้ครอบครองจริง เรื่องก็พาตัวเอกให้มีทีมตามล่า ซึ่งก็ประกอบไปด้วยแม่ค้าสาววัยรุ่นที่หาสนีกเกอร์มาขาย นักขายการ์ตูนที่ผันตัวมาเล่นตลาดสนีกเกอร์ กับเพื่อนซี้จอมพูดมาก (นักแสดงผิวดำสายฮาคนเดียวกับที่เล่นเรื่อง Babysitter ) ก็กลายเป็นผจญภัยแบบบ้าบอคอแตกหน่อยๆ อย่างการตามหาคำใบ้ที่ต้องไปดวลเทนนิสกับมาร์ค วอล์ลเบิร์ก นักแสดงดัง การแย่งรองเท้าจากเสือ ไปจนถึงบินไปฮ่องกงเพื่อตามล่ารองท้าคู่นี้ให้ได้ ซึ่งเรื่องบ้อบอพวกนี้อาจจะใส่มาล้นเลอะเทอะเกินไปสักหน่อย แต่ก็มีส่วนผสมของมุกสนีกเกอร์จริงๆ รวมเข้ามาด้วย อย่างรองเท้าใส่แล้วจะขายได้ไหม รองเท้าเปื้อนต้องซ่อมแซมยังไง ซึ่งเกร็ดเล้กน้อยพวกนี้ต้องเป็นคนเล่นสนีกเกอร์สักหน่อยถึงจะอินขำๆ ตลกไปกับเรื่องราวเหล่านี้ได้

รีวิวซีรีส์ Sneakerheads หยิกกัดคนบ้าสนีกเกอร์ได้เจ็บแสบ แต่ขอบอกว่าเรื่องจริงทั้งนั้น! 3

ถึงตัวเรื่องจะดูบ้าบอมากๆ แต่แก่นของเรื่องเกี่ยวกับคนที่หลงไหลสะสมของต่างๆ ก็มีใส่ไว้ครบถ้วนทั้งในมุมมองของเมียพระเอกที่ไม่เข้าใจว่าทำไมสามีถึงบ้าขนาดนี้ ซึ่งเรื่องราวจะปนดราม่าบ้านแตกเข้ามาเป็นประเด็นให้เมียของพระเอกได้ค้นพบว่า จริงๆ แล้วรองเท้าที่พระเอกบ้าตัดไม่ขาดเหล่านี้ ลึกๆ มันมีเรื่องราวกินใจและความน่าหลงไหลอยู่จริงๆ ซึ่งไม่ใช่แค่รองเท้าเท่านั้น แต่รวมไปถึงทุกอย่างที่มีกลุ่มคนชอบสะสม ซึ่งตอนจบของเรื่องก็แอบเล่นมุกสากลเรื่องของสะสมของผู้ชายกับผู้หญิงที่ต่างกันได้อย่างฮาๆ ซึ่งผู้ชายเองก็ไม่เข้าใจผู้หญิงเหมือนกันว่าอะไรกันนักหนากับกระเป๋า รองเท้า พวกนี้มีไปทำอะไรเยอะแยะ 🙂

ตัวเรื่องเหมาะสำหรับคนเล่นสนีกเกอร์มาบ้างแล้วถึงเข้าใจ (ผู้เขียนมีอยู่ 3 คู่เหมือนกันแต่เบรคไว้แค่นี้) และสนุกไปกับมุกตลกในเรื่องที่หยิบของจริงมาล้อเลียนตรงๆ แต่ถ้าไม่ใช่กลุ่มคนเล่นสนีกเกอร์ควรผ่านไปเลยดีกว่า เพราะตัวเรื่องออกแนวเลอะเทอะจนเกินพอดีกับผู้ชมทั่วไปมากเหมือนกันครับ


ดูหนังใหม่ Netflix

รีวิวซีรีส์ Sneakerheads หยิกกัดคนบ้าสนีกเกอร์ได้เจ็บแสบ แต่ขอบอกว่าเรื่องจริงทั้งนั้น!

รีวิวซีรี่ส์ฝรั่ง

รีวิว Julie And The Phantoms ซีรี่ส์ใหม่จากราชามิวสิคัลวัยทวีน

หลังจากกำกับหนังทางโทรทัศน์ให้กับค่ายดิสนี่ย์ พิคเจอร์สมานานจนเรียกว่าเป็นขาประจำของหนังทางช่องดิสนี่ย์ชาแนล ผู้กำกับ เคนนี่ ออร์เตก้า ก็ได้สร้างผลงานกับทางเน็ตฟลิกซ์บ้างในการรีเมคซีรี่ส์โทรทัศน์จากประเทศบราซิลในชื่อเดียวกันนั่นคือ Julie and The Phantoms เมื่อปี 2011 (หรือในภาษาเดิม Julie e os Fantasmas) และดูเหมือนนี่จะเป็นงานโชว์ศักยภาพของเขาอีกครั้ง

ออร์เตก้าผู้กำกับวัย 70 ปีเติบโตมาในสายละครเพลง และการออกแบบท่าเต้นมากมายเขามีส่วนในงานออกแบบท่าเต้นของหนัง และมิวสิควิดีโอยุค 70-80s อย่างไรก็ตามเมื่อได้โอกาสกำกับหนังสองเรื่องในยุค 90s นั่นคือ Newsies(1992) และ Hocus Pocus(1993) กลับได้ผลตอบรับที่ได้มีทั้งคำวิจารณ์และรายได้(แม้ในเวลาต่อมา Hocus Pocus จะกลายเป็นหนังคัลท์คลาสสิคของยุคนั้น) ทำให้เขาหันเหไปในงานออกแบบท่าเต้นอีกครั้ง แต่ก็นับเป็นการฝึกปรือที่สำคัญยิ่งเพราะเป็นการดูแลงานให้กับคอนเสิร์ตของราชาเพลงป๊อปอย่าง ไมเคิล แจ๊คสัน นานกว่าสิบปี รวมถึงหันไปกำกับซีรี่ส์โทรทัศน์หลายเรื่อง

รีวิว Julie and The Phantoms ซีรี่ส์ใหม่จากราชามิวสิคัลวัยทวีน 1

Julie e os Fantasmas ต้นฉบับจากบราซิล

เขากลับทำงานกำกับและออกแบบท่าเต้นร่วมกันอีกครั้งจากการกำกับหนังทางโทรทัศน์ High School Musical ในปี 2006 และมันกลายเป็นงานที่สร้างชื่อให้กับดิสนี่ย์ระดับปรากฎการณ์ จนมีการสร้างภาคต่ออีกสองภาค โดยภาคสุดท้าย High School Musical 3: Senior Year ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ปี 2008 ได้รับทั้งเงินและกล่อง ในฐานะที่มันเป็นหนังวัยรุ่นที่ปลุกตลาดหนังเพลงของดิสนี่ย์ที่ไปได้ดีเฉพาะอนิเมชั่นให้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง และทำให้เขาได้กำกับหนังสไตล์มิวสิคัลอีกหลายเรื่องรวมถึง Descendants(2015) หนังเพลงสไตล์แฟนตาซีที่จับลูกเหล่าร้ายจากการ์ตูนดิสนี่ย์มาเป็นตัวเอก และกลายเป็นกระแสโด่งดังจนสร้างออกมาถึงสามภาค จึงไม่แปลกเลยที่ผู้กำกับวัยเก๋าคนนี้จะได้รับการยกให้เป็นราชาแห่งหนังทวีน (หนังสำหรับวัยช่วงระหว่างเด็กจนถึงวัยรุ่น)

ปีที่ผ่านมาออร์เตก้าเซ็นสัญญาผลิตงานให้กับ Netflix สตรีมมิ่งรายใหญ่หลายปี และซีรี่ส์ Julie and The Phantoms เป็นผลงานเรื่องแรกของเขาผ่านการสร้างของ แดน ครอส และ เดวิด โฮก สองโปรดิวเซอร์ผู้คร่ำหวอดในการผลิตซีรี่ส์สำหรับวัยรุ่น ที่งานนี้ยังแสดงให้เห็นเอกลักษณ์เด่นๆ ในแนวมิวสิคัลของเขา รวมไปถึงการคัดนักแสดงหน้าใหม่ซึ่งแจ้งเกิดในเรื่องนี้อย่างเต็มตัว โดยไม่ต้องพึ่งดาราจากช่องดิสนี่ย์ ชาแนล

รีวิว Julie and The Phantoms ซีรี่ส์ใหม่จากราชามิวสิคัลวัยทวีน 2

จูลี่ (เมดิสัน เรเยส) นักเรียนเอกดนตรี กำลังจมอยู่กับความทุกข์หลังสูญเสียแม่ไป จนไม่กล้าจะกลับมาเล่นดนตรีอีกครั้ง แต่แล้ววันหนึ่งขณะจัดของในห้องแม่เพื่อเตรียมจะประกาศขายบ้าน ซีดีเดโมของวงร็อคไร้ชื่อวงหนึ่งที่ลองเปิดฟังก็ทำให้ผีสามตนที่ตายไปแล้วตั้งแต่ปี 1995 หรือเมื่อยี่สิบปีก่อนถูกปลุกวิญญาณขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขาคือ ลุค , อเล็กซ์ และเรจจี้ อดีตสมาชิกวง Sunset Curve (ชาร์ลี กิลเลสพี, ) ที่เสียชีวิตกะทันหันก่อนจะได้ขึ้นคอนเสิร์ตครั้งสำคัญ

แรกเริ่มเธอกลัว และคิดว่าเรื่องราวในชีวิตวุ่นวายอยู่แล้ว ทำให้ปฏิเสธที่จะช่วยเหลือทั้งสามที่อยากจะกลับมาทำงานเพลงอีกครั้ง เมื่อพบว่าเมื่อไรที่เล่นดนตรีกับจูลี่ คนจะสามารถได้ยินเสียงดนตรีที่พวกเขาเล่นได้ แต่แล้วในวันหนึ่งการแสดงเพลงหลังงานกีฬาของเธอ สมาชิกทั้งสามคนที่ร่วมเล่นบนเวที และทุกคนเห็นพวกเขา ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง ทุกคนต่างเชื่อข้อแก้ตัวอย่างรีบร้อนว่านี่เป็นภาพจากโฮโลแกรม กลายเป็นต้นกำเนิดของวง Julie and The Phantoms ที่นักร้องนำเป็นคน และแบ็คอัพของเธอคือผี

รีวิว Julie and The Phantoms ซีรี่ส์ใหม่จากราชามิวสิคัลวัยทวีน 3

ซีรี่ส์ความยาวทั้งหมด 9 ตอนนี้มีความยาวไม่มาก สามารถดูจบได้อย่างเพลิดเพลินด้วยเพลงใหม่ที่คัดสรรมาอย่างดีในแต่ละตอนรวม 15 เพลง มีทั้งเพลงแบบป๊อปร็อคยุค 90s แบบที่วง Sunset Curve เล่น รวมไปถึงเพลงสไตล์มิวสิคัล และเพลงเต้นรำที่ออร์เตก้าถนัด และแม้จะเป็นเพลงที่ดูเหมือนจะไม่เอื้อกับการออกแบบท่าเต้นนัก แต่ก็เห็นได้ชัดว่าทุกอย่างในฉากเพลงและบนเวทีถูกออกแบบมาอย่างดีให้แต่ละตอนไม่ซ้ำซากจำเจ

แม้จะเป็นงานที่ผลิตให้เน็ตฟลิกซ์ ในฐานะโปรดิวเซอร์ ที่กำกับซีรี่ส์นี้ถึง 5 ตอน ออร์เตก้ายังไม่ทิ้งกลิ่นอายหนังสำหรับช่องดิสนี่ย์ ชาแนล มีฉากเพลงแฟนตาซีจัดเต็มแทรกเข้ามา เพลงร็อคในเรื่องเองหากเทียบตามยุคสมัยจริงอย่างปี 1995 ก็ออกจะมีสำเนียงต่างออกไปนิดๆ เพราะยุคดังกล่าวเป็นยุคของวงอัลเทอร์เนทีฟร็อค คู่พระนางไม่มีฉากรักหวือหวาเกินเลย แต่ละตอนเน้นความตลกเปิ่นๆ ของตัวละคร ที่หลายคนบุคลิกยังดูล้นๆ เหมือนหลุดมาจากหนังการ์ตูน แถมเขายังดึงเอา บูบู สจ๊วร์ต และ จาดาห์ มารี ที่เคยแสดงหนังชุด Descendants มารับบทสมทบอีกด้วย

รีวิว Julie and The Phantoms ซีรี่ส์ใหม่จากราชามิวสิคัลวัยทวีน 4

หากอีกด้านงานชิ้นนี้ก็เป็นแนวก้าวข้ามพ้นวัยที่ลงตัว ทั้งประเด็นการรับมือกับความสูญเสียคนที่รัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจูลี่ ที่เสียแม่หรือ ลุค มือกีต้าร์ และนักแต่งเพลงหลักของวงที่มีปมไม่ต่างกันนัก รวมทั้งสมาชิกของวงเองที่กลัวการสูญสลายไปตลอดกาล อีกทางหนึ่งพวกเขาก็สู้เพื่อฝันในการเป็นศิลปินดังท่ามกลางอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาในชีวิตท่ามกลางบรรยากาศแบบหนังตลกวัยรุ่น แต่ก็ชวนลุ้น และเอาใจช่วยพวกเขาที่หากเดินพลาดสักครั้ง ก็อาจปิดโอกาสการเป็นศิลปินดังที่วาดหวังไว้

รีวิว Julie and The Phantoms ซีรี่ส์ใหม่จากราชามิวสิคัลวัยทวีน 5

จึงไม่แปลกบทเพลงที่คัดมาจึงล้วนว่าด้วยการให้กำลังใจ ยืนหยัดที่จะสู้ต่อ ซึ่งปลุกปลอบทั้งตัวผู้ร้องและเล่นดนตรี รวมถึงผู้ชมอีกด้วย แน่นอว่าใจความสำคัญคงเรื่องยังคงเป็นดังที่จูลี่พูดถึงลุคว่า “เขาได้ใช้ชีวิตโดยทำสิ่งที่เขาเกิดมาเพื่อทำ ไม่ใช่ทุกคนที่จะหามันเจอ แต่ลุคหาเจอค่ะ” แต่เชื่อว่าใครได้ฟังเพลงอย่าง Stand Tall ก็คงรู้สึกฮึกเหิมตามได้ไม่ยากเลย

รีวิว Julie and The Phantoms ซีรี่ส์ใหม่จากราชามิวสิคัลวัยทวีน 6

เมดิสัน เรเยส นักแสดงหน้าใหม่เชื้อสายละตินอเมริกา แม้จะไม่ได้มีหน้าตาสะสวยโดดเด่นทันที แต่ด้วยความสามารถทางการแสดงบนเวที การร้องอันทรงพลัง การเต้น และแสดงดนตรีของเธอทำได้อย่างน่าประทับใจ ไม่น่าแปลกที่แม้เธอจะเป็นนักแสดงหน้าใหม่ แต่ก็ผ่านการคัดเลือกจากนักแสดงที่ทดสอบบทกว่า 1,000 คน และยังถ่ายทอดอารมณ์ความรักที่มีต่อแม่ และเด็กหนุ่มวัยไล่เลี่ยกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ชาร์ลี กิลเลสพี (ซีรี่ส์ Charmed )นักแสดงหลักอีกคนที่รับบท ลุค ภายใต้บุคลิกหนุ่มร็อคมาดเท่ แต่ในฉากที่เขาถ่ายทอดความรู้สึกเสียใจผ่านบทเพลง Unsaid Emily นับเป็นฉากที่น่าจดจำที่สุดฉากหนึ่งของซีรี่ส์นี้ การแสดงของเขากับเรเยสนับเป็นเคมีที่ลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ

รีวิว Julie and The Phantoms ซีรี่ส์ใหม่จากราชามิวสิคัลวัยทวีน 7

น่าเสียดายว่าด้่วยความยาวของซีรี่ส์ที่จบเพียง 9 ตอนทำให้มันจบโดยมีเรื่องทิ้งค้างคาเป็นปริศนาเต็มไปหมด และต้องมาลุ้นผลตอบรับกันว่าซีรี่ส์มิวสิคัลเรื่องนี้จะได้สร้างต่ออีกหรือไม่ !

รีวิว Julie And The Phantoms ซีรี่ส์ใหม่จากราชามิวสิคัลวัยทวีน

รีวิวซีรี่ส์ฝรั่ง

รีวิวซีรีส์CURSED มนตราต้องสาป

นอกจากหนังแอ็กชันที่เริ่มสร้างชื่อให้ Netflix อย่างต่อเนื่องแล้ว ซีรีส์แฟนตาซีพีเรียดที่ The Witcher ได้กรุยทางไว้ (ขออนุญาติข้าม Marco Polo หรือ Outlander นะครับเพราะถือเป็นซีรีส์คนละโทน) ก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งแหล่งสร้างชื่อและหวังดูดสมาชิกมาเสียตังค์ โดยคราวนี้ได้ แคเธอรีน แลงฟอร์ด สาวน้อยที่เคยฆ่าตัวตายในนาม แฮนนา เบเคอร์ จากซีรีส์วัยรุ่นสุดฮิตของ Netflix อย่าง 13 Reasons Why ในซีซัน 1-2 มารับบทนำใน CURSED ซีรีส์จาก กราฟิกโนเวล (จัดอยู่ในประเภทใกล้เคียงกับหนังสือการ์ตูน หรือ คอมิก) ก็ทำให้ตัวซีรีส์มีความน่าสนใจมากเลยทีเดียว

WHAT THE FACT รีวิว CURSED Netflix
CURSED (L TO R) KATHERINE LANGFORD as NIMUE in episode 102 of CURSED Cr. LUDOVIC ROBERT/Netflix © 2020

CURSED เล่าเรื่องราวที่เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วอย่างตำนานกษัตริย์อาเธอร์และอัศวินโต๊ะกลม เพียงแต่เปลี่ยนโฟกัสมาที่จุดศูนย์กลางเป็นเรื่องของ นีมุย (แคเธอรีน แลงฟอร์ด) ภูติสาวที่มีพลังลึกลับเกินควบคุมที่ต้องรับคำสั่งเสียสุดท้ายจากแม่ให้นำดาบแห่งอำนาจที่จะใช้ตัดสินว่าใครคือกษัติร์ย์ที่แท้จริงไปมอบให้แก่ เมอร์ลิน (กุสตาฟ สการ์สการ์ด) พ่อมดขี้เมา ความหวังเดียวที่จะหยุดสงครามชิงอำนาจที่กำลังกัดกินแผ่นดินให้สงบลงได้ จนเธอได้พบกับ อาร์เธอร์ (เดวอน เทอเรล) วนิพกพเนจรที่มีฝีดาบเหนือชั้นผู้มาทำให้ความรู้สึกของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแต่ภารกิจนี้ไม่ง่ายเพราะดันมีผู้ต้องการดาบมากมายรวมถึง คาร์เดน (ปีเตอร์ มุลลาน) ผู้นำนักบวชชุดแดงกองกำลังทำลายล้างเหล่าภูติอย่างเธอที่ต้องการดาบเพื่อให้อำนาจของคริสตจักรอยู่เหนือการต่อกร

WHAT THE FACT รีวิว CURSED Netflix
CURSED (L TO R) GUSTAF SKARSGRD as MERLIN in episode 101 of CURSED Cr. ROBERT VIGLASKY/Netflix © 2020

หลายคนเกิดอาการเดจาวูว่าเคยเห็นเนื้อเรื่องประมาณนี้มาจาก Game of Throne ซีรีส์สุดฮิตของ HBO ก็คงไม่แปลกนักเพราะทั้งการชิงบัลลังก์และมนต์ดำเวทย์มนต์ต่าง ๆ คือส่วนผสมที่คุ้นเคยดีสำหรับคอซีรีส์แนว ๆ นี้มานานมาก ยิ่งมาผสมกับเรื่องราวของกษัตริย์อาเธอร์อีกหลายคนอาจจะเบือนหน้าหนีไปเลย แต่ช้าก่อน..ในความซ้ำมันก็มีความใหม่และทำได้น่าสนใจไม่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตีความเรื่องของดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ใหม่ที่บอกเลยว่าน่าสนใจและชวนติดตามมาก ๆ

WHAT THE FACT รีวิว CURSED Netflix
CURSED (L TO R) DANIEL SHARMAN as THE WEEPING MONK in episode 110 of CURSED Cr. ROBERT VIGLASKY/Netflix © 2020
WHAT THE FACT รีวิว CURSED Netflix
CURSED (L to R) PETER MULLAN as FATHER CARDEN in episode 101 of CURSED Cr. COURTESY OF NETFLIX © 2020

โดยในซีนหนึ่งของตอน 6 ที่เริ่มเผยที่มาสำคัญของตัวละคร มันได้บอกความลับของดาบแห่งอำนาจว่ามันมาจากตัวละครชายคนหนึ่งที่มีดาบนี้ฝังอยู่ในร่างกายและผู้ที่ดึงมันออกมาก็คือหญิงสาวที่เขากำลังจะตกหลุมรักนั่นทำให้นัยยะของดาบถูกนำมากลับหัวกลับหางและทำให้การที่ดาบแห่งอำนาจหรือเอ็กซ์คาลิเบอร์ไม่ได้เชื่อมโยงไปเพียงแค่อาเธอร์ก็ก่อให้เกิดเรื่องราวใหม่ ๆ ที่อิงจากตำนานเก่าแก่ได้อย่างยอดเยี่ยม

WHAT THE FACT รีวิว CURSED Netflix
CURSED (L to R) BILLY JENKINS as SQUIRRELL and EMILY COATES as SISTER IRIS in episode 106 of CURSED Cr. COURTESY OF NETFLIX © 2020

และในเมื่อคราวนี้เราไม่ต้องมาจ้องว่าอาเธอร์จะไปดึงดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์มาจากไหน ก็ทำให้นีมุยกลายเป็นตัวละครนำที่เราจะเอาใจช่วยได้อย่างเต็มที่ ยิ่งมันวางตัวละครให้เป็นเหมือนเหยื่ออำนาจระหว่างคริสตจักรและเป็นตัวซวยที่เหล่าภูติเองก็ไม่ยอมรับด้วยแล้ว ยิ่งทำให้มิติของตัวละคร นีมุย ดูน่าสนใจขึ้นมาทันที โดยเฉพาะช่วงตอน 1-5 ที่เธอต้องค้นหาตัวเอง ซีรีส์ก็เล่าเรื่องได้สนุกมากแถมยังมีเรื่องราวกุ๊กกิ๊กระหว่างเธอกับอาร์เธอร์แบบคู่รักคู่แค้นเดี๋ยวไว้ใจกันไม่ได้ เดี๋ยวก็หวานใส่กันให้สายหวานได้จิ้นกันอีก

WHAT THE FACT รีวิว CURSED Netflix
CURSED (L to R) DEVON TERRELL as ARTHUR in episode 110 of CURSED Cr. COURTESY OF NETFLIX © 2020

ส่วนใครที่คิดว่าซีรีส์มีตัวละครนำเป็นผู้หญิงแล้วแอ็กชันคงจะปวกเปียกคิดใหม่ได้เลย ! เพราะขึ้นชื่อว่าสร้างมาจากกราฟิกโนเวลของ แฟรงค์ มิลเลอร์ แล้วมันย่อมต้องโหด มัน และสนุกแบบคาดเดาไม่ถูกแน่ ๆ ช่วงตอนแรก ๆ อาจจะมีแต่ภาพโหด ๆ ของนักรบนักบวชแดงแต่พอตอน 6เป็นต้นไปเมื่อ นีมุย เริ่มตระหนักถึงอำนาจของตัวเองแล้วล่ะก็ โอ้โห…โมเมนต์ แม่มา ! นี่มาเต็มมากคุณขา !

WHAT THE FACT รีวิว CURSED Netflix
CURSED (L to R) KATHERINE LANGFORD as NIMUE in episode 108 of CURSED Cr. COURTESY OF NETFLIX © 2020

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็คงต้องชม แคเธอรีน แลงฟอร์ด ที่ไม่ปล่อยให้โอกาสแจ้งเกิดของเธออีกครั้งต้องเสียเปล่า ทั้งเสน่ห์ของหน้าตาและบทบาทอินโนเซนต์ ๆ ก็คงทำให้หนุ่ม ๆ หลงไหลได้ไม่ยาก สำหรับสาว ๆ แล้ว การปรากฎตัวของ เดวอน เทอเรล ในบทอาเธอร์หนุ่มผิวเข้มก๋็น่าจะทำให้เสียอาการได้ไม่น้อย ด้วยนัยน์ตาชวนฝันประกอบกับมาดเท่ ๆ ของนักรบหนุ่มก็ทำให้น่าลุ้นว่าในซีซันต่อ ๆ ไปเขาจะกลายเป็นกษัตริย์อาเธอร์ได้อย่างไร

WHAT THE FACT รีวิว CURSED Netflix
CURSED (L to R) LILY NEWMARK as PYM in episode 1010 of CURSED Cr. COURTESY OF NETFLIX © 2020

ถือได้ว่า CURSED น่าจะกลายเป็นซีรีส์แฟนตาซีที่น่าจับตามองและน่าจะก่อฐานแฟนคลับได้ไม่ยากเลย ทั้งตัวนักแสดงและทีมงานที่ดูเอาใจใส่และพิถีพิถันกับงานสร้างเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับเรื่องราวที่น่าสนใจซึ่งก็มาจากปลายปากกาของแฟรงค์ มิลเลอร์ เบื้องหลังงานเจ๋ง ๆ อย่าง Sin City และ 300 ที่มาคุมงานสร้างเองด้วยก็รับประกันได้ว่ามันจะกลายเป็นซีรีส์ที่เราอยากจะติดตามการเดินทางของแม่มดสาวเลือดหมาป่ารายนี้ไปจนสุดทางแน่นอน

รีวิวซีรีส์CURSED มนตราต้องสาป

แนะนำซีรี่ย์ใหม่ ซีรี่ย์น่าดู

รีวิวซีรีส์Away

Away เป็นซีรีส์น่าตื่นเต้นและสะเทือนอารมณ์ในระดับมหากาพย์ ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมนุษย์ทั้งในเรื่องความก้าวหน้าอันเหลือเชื่อ และการเสียสละส่วนตัวที่ต้องดำเนินไปพร้อมกัน

นี่คือคำโปรยจาก Netflix สำหรับ ‘Away: ด้วยรักจากขอบฟ้า’ Netflix Original Series จากผู้อำนวยการสร้าง Jason Katims เขียนบทโดย Andrew Hinderaker ที่เพิ่งฉายให้รับชมกันไปเมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา แม้ทริลเลอร์ คำโปรย รวมถึงชื่อภาษาไทยจะใบ้ให้เรารู้แล้วว่า ซีรีส์เรื่องนี้น่าจะเน้นหนักไปทางด้านเร้าอารมณ์ สร้างดราม่า มากกว่าจะเป็นการผจญภัยในอวกาศ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

เรื่องราวของความห่างไกล เริ่มต้นด้วยการเดินทางจากโลกของนักบินอวกาศ 5 คน 5 สัญชาติที่ต่างมีพื้นเพ และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน โดยมี Emma Green (รับบทโดย Hilary Swank) นักบินอวกาศหญิงของสหรัฐฯ ผู้ต้องรับศึกหนักทั้งในบทบาทหัวหน้าผู้ควบคุมทีม ภรรยาและแม่ เธอจำต้องห่างไกลกับสามี Matt Logan (Josh Charles) และลูกสาววัยรุ่น Alexis Logan (Talitha Bateman) ในช่วงเวลาที่พวกเขาต้องการเธอมากที่สุด เพื่อภารกิจพิชิตดาวอังคารที่ใช้เวลายาวนานถึง 3 ปี

การดำรงชีวิตในยานอวกาศ ทำให้ลูกเรือแต่ละคนต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ทั้งที่เกิดจากระบบและความขัดข้องภายในยาน ปัญหาสุขภาพส่วนตัว ตลอดจนสภาวะทางจิตใจอันเนื่องมาจากการ ‘อยู่ห่าง’ จากผู้คนที่คุ้นเคย ส่งผลให้เรื่องราวเข้มข้น ทวีความตึงเครียด และชวนลุ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ

ซีรีส์อวกาศดูไม่ยาก แต่ก็ใช่ว่าสมจริงไปทั้งหมด

ด้วยประเภทของซีรีส์ที่ถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ Sci-fi Drama ทำให้เป็นประเด็นที่มองข้ามไม่ได้ที่จะพูดถึงความเป็นอวกาศและวิทยาศาสตร์ในหนัง แค่เพียงชอตแรกก็ทำเอาเราแทบช็อก เพราะนางเอกผู้กำลังเดินเพลิดเพลินชมความงามอันน่าทึ่งบนดวงจันทร์ โดยมีภาพโลกอันห่างไกลนั้น หันหน้าด้านข้างรับแสงจากดวงอาทิตย์ แต่ดันเปิดแถบป้องกันรังสีให้เห็นหน้าชัด ๆ ผ่านหมวกอวกาศใสซะนี่ แม้ภาพที่ได้จะสวยจับใจ แต่นั่นมันอันตรายมากนะเธอออ

ชอตเปิดแถบป้องกันรังสีขึ้น ให้เห็นใบหน้าของนักแสดงภายในเรื่อง

นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอย่างอื่น เช่น สภาวะไร้แรงโน้มถ่วงที่จะหายไปทันทีเมื่อเข้าไปอยู่ห้องพักส่วนตัวของแต่ละคน ซึ่งจุดนี้ก็ไม่แน่ใจนักว่า เทคโนโลยีในยุคที่ส่งมนุษย์เดินทางไปดาวอังคารได้แบบในซีรีส์ (ซึ่งน่าจะอีกหลายปีมาก ๆ เพราะทรัมป์ประกาศว่าจะส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ในปี 2028 แต่นั่นเป็นแค่จุดเริ่มของการสร้างฐานบนดวงจันทร์เพื่อไปดาวอังคารเท่านั้นเอง) จะทำให้เกิดพื้นที่ที่มีแรงโน้มถ่วงเฉพาะส่วนได้หรือไม่ ทั้งพื้นที่ใช้สอยภายในยานก็กว้างขวางเกินคาด ระยะดีเลย์ของภาพและเสียงในช่องทางสื่อสารกับโลกก็แทบไม่มี (แต่บทจะมีก็ดันห่างทีครึ่งชม. เฉย) แล้วยังการประดับตกแต่งในยานช่วงคริสต์มาสอีก แต่ถ้าคิดในมุมกลับ ถ้าต้องมานั่งปั้นหน้าดราม่าในสภาพผมชี้ในห้องสุดแคบ แถมคนที่คุยกันยังตอบกลับช้ามาก ๆ ความสวยงามของภาพ ความซาบซึ้ง และความหน่วงในอารมณ์คงหนีหายไปหมด ในแง่ของความบันเทิง พวกรายละเอียดเหล่านี้ก็คงต้องหยวน ๆ ไปสินะ

แม้จะบ่นไปเยอะ หากดูในภาพรวมก็ต้องยอมรับว่า โปรดักชั่นดีและภาพสวย แถมผู้สร้างยังทำการบ้านมาไม่น้อยเลย เพราะสามารถนำเอาข้อเท็จจริงและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการ ‘ใช้ชีวิตในอวกาศแบบ Daily life’ อาทิ สภาพร่างกายที่เสื่อมโทรมลงเพราะสภาวะไร้น้ำหนัก ระบบยังชีพขัดข้อง มาใช้ประโยชน์ ช่วยดึงดราม่าและถ่ายทอดออกมาได้ไม่เลวเลย (และคาดว่าในซีซันหน้า น่าจะใช้ปัญหาประเภทที่เกี่ยวกับการสำรวจ หรือการทำงานของยาน ที่ใหญ่และยากมากขึ้น และนั่นก็น่าจะทำให้เนื้อเรื่องระทึกขึ้นไปอีกระดับด้วย)

ช่วงเวลาพักผ่อนของนักบินอวกาศอันเป็นหนึ่งในกิจวัตรบนยานอวกาศ
Credit: DIYAH PERA/NETFLIX © 2020

ทั้งบทพูด งานภาพและเสียงประกอบ ก็ช่วยเล่าปัญหาทางเทคนิคและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้เข้าใจได้ง่าย เห็นภาพและรู้สึกตามได้ชัดมาก แม้ผู้ชมจะไม่มีพื้นความรู้หรือจดจ่อโฟกัสมากนักก็สามารถเข้าใจได้ แถมยังช่วยเสริมให้เกิดความ ‘อิน’ ไปกับสิ่งที่ตัวละครแต่ละตัวต้องเผชิญอีก เรียกได้ว่า ใช้อวกาศเป็นฉากหลังหรือส่วนเสริมใช้สร้างสถานการณ์ให้เรื่อง เพื่อดึงเอาความเป็น ‘มนุษย์’ ออกมาได้ดีพอสมควรเลยทีเดียว

ยิ่งห่างไกลยิ่งมากด้วยความเป็นมนุษย์

มาที่เนื้อเรื่องกันบ้าง การให้คน 5 คน ภูมิหลังต่างกัน ทั้งยังมีภาระหน้าที่ที่ต่างฝ่ายต่างแบกรับไว้ในฐานะตัวแทนของประเทศ ต้องมาอยู่รวมกันแบบหนีไปไหนกันไม่ได้ แถมยังต้องไกลห่างจากคนที่รักก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่เลวเลย เพียงแต่ว่ามันดันมาอยู่ในภารกิจยิ่งใหญ่ระดับมวลมนุษยชาติซะนี่ แค่เปิดประเด็นมา ก็มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองมากมาย เลยดูเหลือเชื่อมากไปหน่อยที่จะรวมชาติมหาอำนาจเหล่านี้ให้มาอยู่ในภารกิจขององค์กรอวกาศนาซาของสหรัฐฯ ได้ตั้งแต่ต้น

นักอวกาศทั้ง 5 ที่ต้องทำภารกิจพิชิตดาวอังคารภายในเรื่อง

แม้จะดูไม่เข้าทีอยู่บ้าง แต่เมื่อดูไปเรื่อยๆ จะพบว่าจุดนี้เองที่เป็นส่วนที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้สนุกและชวนติดตาม ลักษณะนิสัยและปมของตัวละครที่เกิดจากวัฒนธรรมที่แตกต่าง รวมถึงการใช้ภาษาแม่ในการเดินเรื่อง ก็ช่วยให้ซีรีส์ดูเป็นธรรมชาติ สมจริง ไหลลื่นพอควร แต่ก็น่าคิดว่ามันสะท้อนภาพลักษณ์ของแต่ละประเทศในเวทีโลกผ่านตัวละครที่เป็นตัวแทนได้เป๊ะขนาดนี้เชียวหรือ

ทว่า เมื่อเรื่องดำเนินไปเรื่อย ๆ ยิ่งห่างไกลจากโลกเท่าใด มันก็ยิ่งช่วยกะเทาะเปลือกของความเป็นชาติได้มากเท่านั้น และนั่นก็ช่วยให้ผู้ชมลงไปลึกถึงแก่นของ ‘ความเป็นมนุษย์’ ที่เหนือกว่าการแบ่งแยกด้วยชนชาติได้ดียิ่งขึ้น เมื่อเสริมด้วยจังหวะการเล่าที่ไม่เร่งรีบ ทิ้งระยะให้เกิดความนิ่งคิดทบทวน ก็ชวนให้คนดูอินตามเนื้อเรื่องไปได้ไม่ยากเลย แต่จุดนี้ก็อาจจะไม่ถูกจริตกับผู้ชมสายใจร้อนอยู่บ้างเหมือนกัน

และแม้จะมีความนิ่งเป็นฐาน แต่ก็ใช่ว่าซีรีส์จะน่าเบื่อและต้องทนดูด้วยความอึดอัดตลอดเรื่อง การขมวดปมปัญหาที่ตีขนาบทั้งปัญหาเชิงเทคนิคในยานที่ทำให้ตัวละครต้องเทคแอคชั่นอย่างรวดเร็ว และสภาวะจิตใจของคนบนโลกที่ส่งผลต่อคนยานหรือในทางกลับกัน ก็ทำให้คนดูลุ้นตามต่อไปได้เรื่อย ๆ และอินไปกับความเสียสละเพื่อมวลมนุษยชาติอย่างที่ได้เปิดโปรยไว้ จนจบซีซั่นได้แบบงง ๆ ได้อยู่เหมือนกัน

หากจะให้เทียบมูดแอนด์โทน ซีรีส์เรื่องนี้ก็มีกลิ่นอายแบบภาพยนตร์เรื่อง Contact ที่พยายามจะเชื่อมโยงเล่าเรื่องเทคโนโลยีให้เข้าใจง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงกับความเป็นมนุษย์ ความเชื่อ และปรัชญาเข้าไปด้วย แต่ต่างกันตรงที่ซีรีส์ไม่ได้อารมณ์เคว้งคว้างค้นหาตัวเองได้ขนาดนั้น โทนของเรื่องเน้นหนักที่ความเป็นดราม่า และปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนแบบเดียวกับ Gravity หรือ First man มากกว่า แถมแซมด้วยการเอาตัวรอด ลุ้นระทึกนิดๆ แบบ The Martian อีกเล็กน้อย ให้ดูแล้วไม่อึดอัดจนเกินไป

ชอตถ่ายภาพร่วมกันในซีรีส์ที่ให้อารมณ์อึน ๆ พอได้ที่ เจือความรู้สึกแบบภาพยนตร์ Gravity หรือ First man หน่อย ๆ

ดังนั้น ใครที่ว่าจะดูเรื่องนี้เพื่อความลุ้นแบบตื่นเต้นตลอดเวลา ไม่อยากเจอความนิ่งเนิบและอึดอัดเลย หรือถูกใจในขนบแบบไซไฟอวกาศแนวผจญภัย เราแนะนำว่าให้มองข้ามซีรีส์เรื่องนี้ไปเถอะ แต่ถ้าคุณมองหาซีรีส์เกี่ยวกับอวกาศที่เข้าใจง่าย มีประเด็นน่าสนใจที่มากกว่าการเอาตัวรอดในอวกาศ มีความซาบซึ้ง ดูสนุกแบบเรื่อย ๆ และพอลุ้นระทึกได้บ้าง หรือในทางกลับกันคือ อยากจะดูซีรีส์ดราม่าเรียกน้ำตาสักเรื่องที่มีฉากเป็นอวกาศสวย ๆ ซีรีส์เรื่องนี้ก็ตอบโจทย์นั้นได้อยู่

TEENAGE BOUNTY HUNTERS (2020) สาวซ่าล่าค่าหัว

TEENAGE BOUNTY HUNTERS (2020) สาวซ่าล่าค่าหัว ซีรีส์วัยรุ่นเรื่องใหม่ของ Netflix เรื่องราวของสองแฝดสาววัยรุ่นวุ่นๆ ที่จับผลัดจับผลูมาเป็นนักล่าค่าหัว จนชีวิตเริ่มปั่นป่วนสุดอลเวงเพราะงานพาร์ทไทม์ลับๆ นี้

ซีรีส์ Netflix ที่จับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นแบบชัดเจนมาก ด้วยการเล่นเรื่องราวชีวิตช่วงวัยรุ่นแตกเนื้อสาวเข้ากับการค้นพบตัวเองใหม่ๆ หลายสิ่งหลายอย่าง ไปพร้อมกับการผจญภัยมีชีวิตลับๆ ในโลกอีกแบบหนึ่งที่ซึ่งไม่ค่อยมีคนรู้จักมากนักกับการตามล่าพวกหนีประกันศาล ซึ่งมีอาชีพที่ว่านี้อยู่จริงในชื่อ เจ้าหน้าที่ติดตามการประกันตัว (Bail Recovery Agent) หรือนักล่าค่าหัว ซึ่งถูกต้องตามกฏหมายอเมริกา โดยค่าจ้างมาจากนายประกันที่จ่ายให้เมื่อมีคนหนีคดีไม่ไปขึ้นศาลหรืออยู่นอกเขตควบคุม ซึ่งนายประกันก็จะโดนศาลยึดทรัพย์ เพื่อไม่ให้สูญหลักทรัพย์นายจ้างจึงแบ่งเงินประกันตัวมาเป็นค่าจ้างตามล่าพวกนี้กลับมา โดยที่มีเอกสารจากทางราชการมอบให้นักล่าค่าหัวรับไปทำงานเพียงคนเดียว (หรือบริษัทเดียวกัน ทีมเดียวกัน) ป้องกันการแย่งค่าหัวกันเองของกลุ่มนักล่า นี่จึงเป็นอาชีพที่เสี่ยงชีวิตแบบถูกกฎหมาย และก็ไม่ต้องเป็นตำรวจ แต่ต้องสอบใบอนุญาตให้ผ่านเสียก่อนเท่านั้น

ซึ่งการเอาโลกของนักล่าค่าหัวในปัจจุบันมาใช้ก็ถือว่าน่าสนใจมาก แม้ตอนแรกอาจจะงงๆ สักเล็กน้อยว่าอาชีพนี้มีจริงหรือไม่ แต่เรื่องจะนำเสนอระบบการทำงานให้เห็นค่อนข้างชัดเจนว่ามีขอบเขตแค่ไหน ยังไง อะไรที่ทำได้ อะไรที่ทำไม่ได้ อย่างไม่มีการขอหมายศาลเข้าบุกบ้านใครได้แบบตำรวจ ไม่มีอำนาจเรียกใครสอบสวนหรือแม้แต่ไปซักไซร้โดยใช้ตำแหน่งนี้บังคับได้ การทำงานในอาชีพนี้ก็เลยต้องอาศัยทริกเล่ห์เหลี่ยมหลายอย่างเข้ามาช่วยให้เข้าถึงเป้าหมาย กึ่งๆ นักสืบ สายลับผสมกัน ตัวเรื่องก็ได้หยิบจับเอาสองวัยรุ่นแฝดสาว “แบลร์ (คนพี่) กับสเตอร์ลิง (คนน้อง)” ที่บังเอิญขับรถชนผู้ร้ายหนีคดี ที่ถูกตามล่าโดย “บาวเซอร์” นักล่าค่าหัวผิวดำมือเก๋าของวงการ จนเป็นเหตุให้ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นนักล่าค่าหัวที่มาแย่งงาน ก่อนที่บาวเซอร์จะรับทั้งคู่มาเป็นทีมเดียวกันเหมือนครูสอนน้องใหม่เข้าวงการ และเป็นพนักงานบริษัทนี้ไปในตัว

ตัวเรื่องมีทั้งหมด 10 ตอน และก็แบ่งคดีเป็นตอนๆ โดยคดีที่พวกนี้ทำไม่ได้เป็นคดีอุกฉกรรจ์อะไรมาก (เข้าใจว่ามี แต่เรื่องใน SS1 ยังไปไม่ถึงจุดที่รับคดีพวกนั้นได้) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคดีเล็กๆ และก็มีความแปลกพิสดารอยู่ในแต่ละคดีพอสมควร อย่าง คดีสาวผิวสีหนีประกันตัวมาไล่ตัดหัวรูปปั้นนายพลในสงครามเหนือใต้ของอเมริกา หรือคดีนักต้มตุ๋นที่ปลอมแปลงตัวเองหนีคดีไปเรื่อยๆ ซึ่งจุดนี้ทำให้เรื่องพอดูเป็นไปได้ว่า “บาวเซอร์” ที่เป็นนักล่าค่าหัวอายุ 50 กว่าปีต้องการเด็กสาวสองคนนี้มาช่วยงานที่บางทีเขาเองก็จนปัญหาหาทางเข้าถึงเป้าหมายเหมือนกัน ตัวเรื่องให้บาวเซอร์เปิดร้านไอสครีมบังหน้า แต่หลังร้านเป็นออฟฟิซทำงานร่วมกับสองสาวตัวเอกของเรื่อง และก็เดินเรื่องไปแบบที่ต่างคนต่างเรียนรู้ชีวิตของคนต่าง Gen ไปพร้อมกัน ซึ่งแน่นอนว่าปวดหัวแน่นอนเมื่อสองสาวตัวเอกนี่ไม่ธรรมดาเช่นกัน

รับชม TEENAGE BOUNTY HUNTERS สาวซ่าล่าค่าหัว ได้ใน  ดูซีรี่ย์