รีวิว It’s Okay To Not Be Okay

It’s Okay to Not Be Okay เรื่องหัวใจ ไม่ไหวอย่าฝืน ซีรีส์เกาหลี Netflix เรื่องของคนสองคนกับความรักในเชิงจิตวิทยาที่โรแมนติก เศร้า เหงา อบอุ่น และตลกไปพร้อมกัน

หมายเหตุ: รีวิวจากการรับชม 16 ตอน และอัพเดทต่อไปจนจบ ไม่มีสปอยล์เนื้อหาสำคัญ

ซีรีส์เกาหลีเรื่องใหม่ของค่าย tvN ที่มาลง Netflix พร้อมกัน ออนแอร์ทุกสามทุ่มวันเสาร์-อาทิตย์ เรื่องราวของคนสองคนที่ผูกพันกันด้วยโชคชะตา แต่นิสัยใจคอของทั้งคู่แตกต่างกันมาก “มุนคังแท” (รับบทโดย คิมซูฮยอน) พระเอกของเรื่องเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่ใช้ชีวิตเร่ร่อนย้ายที่อยู่ที่ทำงานไปเรื่อยๆ กับพี่ชายที่เป็นออทิสติก “โกมุนยอง” (รับบทโดย ซอเยจี) นางเอกผู้เป็นนักเขียนนิยายเด็กที่มีชื่อเสียงในแนวดาร์ค และตัวเธอเองก็เป็นพวกต่อต้านสังคม มีความรุนแรงพร้อมระเบิดอารมณ์อยู่เสมอ แต่ทั้งคู่กลับตกหลุมรักกันด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดของกันและกัน เรื่องราวความรักนี้จึงไม่ธรรมดาแน่นอน…

รีวิว It’s Okay to Not Be Okay ซีรีส์จิตวิทยาที่โรแมนติก อบอุ่น ละมุน และงดงาม (อัพเดท 16 EP จบ) 1

ต้องบอกว่ามีความแปลกของเนื้อเรื่องแบบที่คาดเดายากว่าจริงๆ จะดำเนินไปเช่นไรในแต่ละตอน เพราะนอกจากบุคลิกนิสัยตัวเอกทั้งคู่จะแปลกพิสดารกว่าทั่วไปแล้ว เรื่องยังนำเสนอหลายอย่างกึ่งๆ เหนือจริงผสมเข้าไปด้วย ทั้งในแบบแฟนตาซี ผี จินตนาการ เพ้อฝัน โดยที่เก็บงำความลับเนื้อเรื่องไว้ค่อนข้างมากตั้งแต่เปิดฉากมาเลย เรื่องให้ทั้งคู่มาเจอกันโดยบังเอิญ ก่อนจะตัดแฟลชแบ็คย้อนอดีตที่มีความหลังร่วมกัน โดยมีนิทานของนางเอกมาเป็นตัวคั่นบอกเล่าปริศนานี้ว่า มีเด็กถูกลบฝันร้ายในความจำออกไปจากการไปขอแม่มด  แต่แล้วกลับพบว่าการลบความจำนั้นไปไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก มนุษย์ควรจะจดจำบาดแผลในใจไว้อยู่ เพื่อเติบโตแข็งแกร่งขึ้นมาจากประสบการณ์ในอดีตที่เลวร้าย ซึ่งตัวนิทานของนางเอกจะมีบอกเล่าเพิ่มทุกตอน ทั้งเรื่องที่แต่งขึ้นมาใหม่ และนิทานที่มีอยู่แล้วอย่าง เจ้าหญิงนิทรา ราพันเซล เคราน้ำเงิน  และเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏในแต่ละตอน เป็นการบอกเล่าเฉลยอ้อมๆ ถึงปริศนาทั้งในอดีตและปัจจุบัน ทำให้ตัวเรื่องมีความเพ้อฝันหลอนๆ ลี้ลับกึ่งแฟนตาซีอยู่ตลอดเวลา

รีวิว It’s Okay to Not Be Okay ซีรีส์จิตวิทยาที่โรแมนติก อบอุ่น ละมุน และงดงาม (อัพเดท 16 EP จบ) 2

นอกจากเรื่องราวที่ไม่ธรรมดาตั้งแต่แรก สิ่งที่มาช่วยเน้นให้เรื่องนี้ไม่ธรรมดายิ่งขึ้นไปอีกก็คือ งานภาพที่งดงามวิจิตรพิสดารแปลกใหม่ตลอดเวลา ทั้งการใช้เงาสะท้อนกลับในมุมต่างๆ การถ่ายทำด้วยมุมกล้องหวือหวาแม้จะเป็นซีนตามทางทั่วไป การตัดต่อเชื่อมฉากหนึ่งไปอีกฉากแบบมีลูกเล่นไม่ธรรมดา การใช้ภาพแอนิเมชั่นลายเส้นจากนิยายของนางเอกที่เป็นแนวดาร์คแฟนตาซีหลอนๆ มาเล่าเรื่องแทนในบางครั้ง การใส่กรอบภาพพร้อมแสงสีฟุ้งนวลเหมือนจินตนาการเวลาแฟลชแบ็ค รวมถึงฉากแบบแฟนตาซีกับชุดสีเข้มลึกลับแนวโกธิคของนางเอกที่ตัดมาเป็นจินตนาการ แม้แต่การตัดภาพเล่าเรื่องเปลี่ยนนางเอกเป็นแนวสัตว์ประหลาดยักษ์เลยก็มี (แบบพวกหนังก็อดซิล่า) เรียกว่าเราสามารถมองข้ามเนื้อเรื่องไปแล้วสนุกกับการได้เห็นมุมมองวิชั่นด้านภาพที่สวยงามแปลกประลาดของเรื่องนี้ล้วนๆ เลยก็ยังได้ ซึ่งงานภาพแนวนี้ที่โดดเด่นเลยของฝรั่งต้นตำหรับก็มาจากผู้กำกับ ทิมเบอร์ตัน (ตัวอย่าง อลิซในแดนมหัศจรรย์เวอร์ชั่นล่าสุด) ที่หลายคนคงเคยดูมาบ้าง ซึ่งในเรื่องนี้หลายส่วนก็มีความเหมือนแนวทางของทิมเบอร์ตันเป็นอย่างมาก แต่นี่คือเรื่องดีเพราะทำให้เห็นเลยว่าซีรีส์เรื่องนี้ตั้งใจครีเอทรายละเอียดสร้างสรรค์กันทุกจุดจริงๆ

รีวิว It’s Okay to Not Be Okay ซีรีส์จิตวิทยาที่โรแมนติก อบอุ่น ละมุน และงดงาม (อัพเดท 16 EP จบ) 3

แม้ว่าทั้งตัวเรื่องและงานภาพจะโดดเด่นแปลกตามาก แต่เรื่องก็ไม่ได้ทิ้งแนวทางโรแมนติกของเกาหลีไป มีฉากขายฝันโรแมนติกของทั้งคู่ตลอดเวลาที่พบหน้ากันทุกครั้ง และก็ยังสอดคล้องไปกับความดาร์คที่เป็นธีมของเรื่องอยู่ มีฉากโรแมนติกจ้องหน้ามองตาใกล้ๆ แทบจะหายใจรดกัน ตัวภาพก็เลือกฟรีซนิ่งแช่ไว้แทบทุกครั้งที่มีฉากแบบนี้ให้คนดูได้อินฟินกันนานๆ ไปเลย

ถึงตัวเรื่องจะนำเสนอความดาร์คให้กับตัวละครทั้งคู่มีแบ็คกราวน์ชีวิตวัยเด็กที่เลวร้ายติดตัวจนมาถึงปัจจุบัน คนหนึ่งก็กลายเป็นพวกเร่ร่อนใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ไม่ผูกสัมพันธ์กับใคร อีกคนก็ต่อต้านสังคมสุดโต่งแบบไม่ไว้หน้าใคร แต่ว่าตัวเรื่องก็ไม่ได้ดูหดหู่อะไรมากนัก เพราะมีฉากตลกแทรกเข้ามาอยู่เป็นระยะๆ ตลอดเรื่อง แม้กระทั่งช่วงที่เรื่องน่าจะดิ่งลง แต่กลับยิงมุกตลกร้ายซ้อนเข้าไปพร้อมกัน ทำให้เรื่องดูไม่หนัก มีอารมณ์ตลกตัดกันกับอารมณ์หน่วงๆ ที่เป็นเมนหลักของเรื่องได้ดี

คนเราหนีจากโชคชะตาตัวเองไม่ได้ ..แต่มันจะไปสำคัญอะไร ในเมื่อเรานี่แหละ คือโชคชะตา

3 ตัวละครหลักของเรื่อง

ตัวนักแสดงหลักของเรื่อง คิมซูฮยอน ที่รับบทพระเอกหนุ่มผู้ดูแลผู้ป่วยทางจิตในโรงพยาบาล รวมถึงการเฝ้าดูแลพี่ชายของเขาแบบแทบจะเป็นชีวิตจิตใจเล่นได้ดีมาก แม้จะมีฉากพยายามขายซิกแพ็คโชว์เรือนร่าง แต่ว่าการแสดงของเขากับใบหน้าตามบทที่ถูกเรียกจากนางเอกว่า “งดงาม” ก็เหมาะสมกันดี ในบทนี้จะเป็นคนที่เก็บกดมีบาดแผลในใจหลายอย่าง แต่ว่าก็พยายามแสดงออกมาเป็นปกติ แต่ลึกๆ ไม่ปกติ เป็นตัวละครที่สะท้อนคนปกติที่มีปัญหาทางจิต แต่มักไม่รู้ว่าตัวเองเป็น และจากปมทางจิตจากบาดแผลในใจก็ทำให้เขามาเป็นผู้ดูแลคนป่วยทางจิต และมีความเข้าใจในตัวผู้ป่วยเหล่านี้เช่นกัน

รีวิว It’s Okay to Not Be Okay ซีรีส์จิตวิทยาที่โรแมนติก อบอุ่น ละมุน และงดงาม (อัพเดท 16 EP จบ) 4

นางเอกซอเยจีเป็นหน้าตาของเรื่องนี้ เธอสวยแบบสะกดผู้ชมไว้ได้ตลอดเวลาทุกฉาก แถมด้วยแฟชั่นการแต่งกายที่ฉูดฉาดตัดกับทุกอย่างในซีนนั้นๆ ทำให้เธอมีสีสันที่โดดออกมาจากทุกสิ่งทุกอย่างในฉากตลอดเวลา และในเรื่องการแสดงกับบทนางเอกแนวอารมณ์ร้ายกึ่งโรคจิตก็ทำได้ดีเลย แม้จะรู้สึกว่าบทพยายามให้ฉากร้ายๆ ของเธอดูสวยไปด้วยทุกครั้ง แต่ก็ทำให้ฉากเหล่านั้นดูมีอะไรมากกว่าแค่การให้นักแสดงใช้บทพูดและอารมณ์เล่าออกมาเพียงอย่างเดียว และก็มีความเป็นตลกร้ายจากความคิดบิดเบี้ยวฉีกกรอบศีลธรรมของนางเอกปนอยู่ด้วยเสมอ

รีวิว It’s Okay to Not Be Okay ซีรีส์จิตวิทยาที่โรแมนติก อบอุ่น ละมุน และงดงาม (อัพเดท 16 EP จบ) 5

นอกจากนี้ตัวละครหลักก็ไม่ได้มีแค่พระเอกนางเอก แต่เรื่องนี้พี่ชายออทิสติกของพระเอก “มุนซังแท” (รับบทโดย โอจองเซ) คือตัวละครหลักอีกคนที่แทบจะตัวติดกันกับพระเอกแทบทุกฉาก ด้วยบทถูกวางไว้เขามีห่วงดูแลพี่ชายตลอดเวลา แม้แต่อยู่ห่างไปก็ต้องโทรหาเสมอ ซึ่งอาการออทิสติกในเรื่องก็ถูกถ่ายทอดออกมาทั้งน่าสงสารและมีความน่ารักควบคู่กันไป บทพี่ชายของพระเอกจึงมีความสำคัญกับเรื่องมาก และก็มีส่วนสำคัญกับอดีตอันเป็นปริศนาเกี่ยวกับการตายของแม่ และผีเสื้อสีฟ้าที่ตามมาหลอนเขาเสมอ แถมยังเป็นแฟนนิยายตัวจริงของนางเอก เขาจึงเป็นตัวผูกเรื่องที่สำคัญมาก และก็เล่นได้อย่างโดดเด่นจนเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้เลยทีเดียว

It’s Okay to Not Be Okay เรื่องหัวใจ ไม่ไหวอย่าฝืน
It’s Okay to Not Be Okay เรื่องหัวใจ ไม่ไหวอย่าฝืน

บาดแผลในวัยเด็กคือความลับสำคัญของเรื่องนี้

รีวิว It’s Okay to Not Be Okay ซีรีส์จิตวิทยาที่โรแมนติก อบอุ่น ละมุน และงดงาม (อัพเดท 16 EP จบ) 6

ตัวเอกทั้ง 3 คนต่างมีฉากแฟลชแบ็คย้อนกลับไปยังสมัยเด็กเป็นระยะๆ โดยเรื่องเผยให้เห็นว่าทั้ง 3 คนต่างมีอดีตดำมืดในเมืองบ้านเกิดที่เดียวกัน โดยพระเอกคือการสูญเสียแม่ไปจากการถูกฆาตกรรมปริศนา (พ่อเสียไปก่อนนานแล้ว) พี่ชายที่เห็นเหตุการณ์เพียงคนเดียวกลับจดจำอะไรไม่ได้นอกจาก “ผีเสื้อ” และก็กลายเป็นความกลัวผีสื้อทุกอย่างที่ฝังใจมากจนถึงปัจจุบัน ทางด้านของนางเอกคือปมปริศนาของครอบครัวที่เธอต้องสูญเสียพ่อกับแม่ไปในแบบไม่ปกติ ซึ่งตัวเรื่องจะกุมความลับนี้ไว้แน่นหนา แม้จะรู้ว่าพ่อของเธอเกลียดชังเธอและปัจจุบันป่วยอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชที่พระเอกทำงานอยู่ แต่ก็ไม่รู้รายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในปราสาทลึกกลางป่าที่เป็นบ้านของเธอในอดีต

นักแสดงเด็กเล่นสอดคล้องไปกับตอนโตได้อย่างสมบูรณ์แบบ

รีวิว It’s Okay to Not Be Okay ซีรีส์จิตวิทยาที่โรแมนติก อบอุ่น ละมุน และงดงาม (อัพเดท 16 EP จบ) 7

เรื่องนี้ใช้นักแสดงตอนเด็ก 3 คนหลักออกมาประจำควบคู่ไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งทั้ง 3 คนมีความเกี่ยวพันกันมาก่อนหลายอย่าง ซึ่งนิสัยตอนเด็กกับตอนโตแทบจะไม่ต่างกันมาก เด็กทั้ง 3 คนก็เล่นได้อย่างไร้ที่ติ โดยเฉพาะบทพี่ชายออทิสติกส์ของพระเอกที่มีความสำคัญกับเรื่องมาก นักแสดงตอนเด็กแทบจะเหมือนทั้งหน้าตาท่าทางกับ โอจองเซ นักแสดงตอนโตแบบไม่มีผิดพลาดเลยแม้แต่น้อยครับ

อาการทางจิตที่ต้องการคนมาเข้าใจและเยียวยา

รีวิว It’s Okay to Not Be Okay ซีรีส์จิตวิทยาที่โรแมนติก อบอุ่น ละมุน และงดงาม (อัพเดท 16 EP จบ) 8

เป็นเรื่องที่เห็นเด่นชัดเอามากๆ ในเรื่องนี้ว่าต้องการนำเสนอมุมมองลึกซึ้งของคนป่วยเป็นโรคจิตเภทในแบบต่าง อย่างนางเอกจะเห็นเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ จากโรคลักขโมยสิ่งของ (kleptomania หรือ pathological stealing) เป็นโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่ง ที่ไม่สามารถยับยั้งใจต่อแรงกระตุ้นที่จะลักขโมยได้ ซึ่งตอนแรกอาจจะดูแค่ว่าเธอนิสัยไม่ดี แต่พอเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ อาการทางจิตของเธอจะแสดงออกมาหลายแบบเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และการแสดงออกถึงความรู้สึกตรงๆ ในแบบผิดปกติจากคนทั่วไป  ซึ่งตัวพระเอกเองมองเห็นและรู้ว่าเธอจิตไม่ปกติ แต่ตัวเขาเองก็เก็บกดความรู้สึกและอารมณ์ต่างๆ ไว้จนบางครั้งก็ระเบิดออกมา  และการเยียวยาของเขาคือการยอมรับความรู้สึกที่ลึกๆ มีให้นางเอกตั้งแต่เด็ก แต่เขาก็ปฏิเสธมันไปด้วยตัวเองจนทั้งคู่กลับมาเจอกันอีกครั้งในสภาวะจิตที่สะสมมาจนโตมาแบบไม่ปกติกันทั้งคู่ ซึ่งมันจะเป็นไปได้หรือกับความรักที่ต่างฝ่ายต่างไม่เหมือนคนปกติทั่วไปในสังคม นี่เป็นสิ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้ตั้งคำถามไว้ และก็สอดคล้องไปกับชื่อเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

รีวิว It’s Okay to Not Be Okay ซีรีส์จิตวิทยาที่โรแมนติก อบอุ่น ละมุน และงดงาม (อัพเดท 16 EP จบ) 9

และไม่ใช่แค่ตัวละครหลัก แต่เรื่องนำเสนอตัวละครใหม่แทรกเข้ามาเป็นเคสที่เกิดในโรงพยาบาลที่พระเอกทำงานอยู่ ซึ่งดำเนินเรื่องแบบให้ความสำคัญแยกออกมาเลย อย่างในตอน 3-4  เป็นเรื่องของลูกชายของ สส. ดังที่ป่วยเป็นโรคไบโพล่าร์ (โรคอารมณ์สองขั้ว) ที่ปกติจะถูกนำเสนอด้านดิ่งซึมเศร้า แต่ในเรื่องนี้นำเสนอด้านอารมณ์ดีเกินผิดปกติ และใส่อาการทางจิตอื่นๆ แบบโรคชอบโชว์ร่างกายของลับให้คนอื่นดู แม้จะดูตลกๆ แต่ว่าพอถึงจุดพีคของเรื่องกลับเป็นความเศร้าขึ้นมาทันที ซึ่งตัวเรื่องตั้งใจพาคนดูดิ่งขึ้นลงเหมือนการเป็นไบโพลาร์ของเรื่องเลย และก็ทำได้ถึงเอามากๆ กับการนำเสนอที่ตัดขั้วตลกกับเศร้ากันทันทีแบบนี้ และเรื่องก็แฝงมุมมองแง่คิดหลายอย่างให้กับคนดูด้วยเช่นกัน

ต่างคนต่างเยียวยากันและกัน

รีวิว It’s Okay to Not Be Okay ซีรีส์จิตวิทยาที่โรแมนติก อบอุ่น ละมุน และงดงาม (อัพเดท 16 EP จบ) 10

ตัวละครหลักทั้ง 3 คนในเรื่องต่างมีปมบาดแผลหลายอย่างในอดีต และก็ส่งผลมาถึงปัจจุบันกันทุกคน ซึ่งเรื่องจะค่อยๆ ให้ทั้ง 3 ได้ค่อยๆ เข้ามาเกี่ยวพันใช้ชีวิตด้วยกัน ในกรณีของพี่ชายออทิสติกของพระเอกที่ถูกปกป้องโดยพระเอกมาตลอด ลึกๆ กลับต้องการมีชีวิตเป็นของตัวเองในสิ่งที่เขารัก ซึ่งก็มาพบกับนางเอกที่เป็นนักเขียนนิทานเด็กที่มีปัญหาการควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และต้องการคนมาเข้าใจ ส่วนตัวพระเอกคือ อดีตที่พยายามลบลืมไป และความรู้สึกที่ต้องแบกภาระพี่ชายไว้ตั้งแต่เด็ก แม้เขาจะต้องเสแสร้งก็ตาม ทั้งสามคนนี้เมื่อได้มาเกี่ยวพันกัน ต่างคนต่างก็เยียวยากันและกัน เรื่องราวส่วนนี้ได้ละมุนมาก เรื่องค่อยๆ เผยปม เผยความรู้สึกลึกๆ ที่แท้จริงให้กัน ซึ่งทั้งน่าสงสาร เศร้า หดหู่ แต่ก็มีความอบอุ่นลึกซึ้งอยู่ในเนื้อหาลึกๆ ทุกตอน

ปัญหาครอบครัวออทิสติกส์

ในเรื่องนี้นำเสนอเรื่องราวของซังเทกับคังเท สองพี่น้องที่สลับบทบาทกันน้องชายต้องดูแลพี่ชายที่เป็นออทิสติกส์มาตั้งแต่เด็กเพราะแม่สั่งไว้ให้ดูแลพี่ชายไปตลอดชีวิต เป็นเหมือนภาระผูกพันกับเขาตลอดไปจนไม่อาจจะแบกรับชีวิตใครได้อีก ซึ่งปัญหาแบบนี้ไม่ใช่แค่สร้างมาในละคร แต่เกิดกับครอบครัวออทิสติกส์ทั้งโลก ที่พ่อแม่ก็ต้องดูแลลูกตลอดไป และพยายามฝึกให้ช่วยเหลือตัวเองได้มากที่สุด แต่พอมีลูกอีกคนที่ปกติก็มักจะฝากฝังให้ดูแลคนที่เป็นออทิสติกส์ไปตลอด อาจจะด้วยมุมมองว่าพี่น้องต้องดูแลกัน แต่มันกลับกลายเป็นความรู้สึกไม่เท่าเทียมและก็น้อยเนื้อต่ำใจในฐานะลูกที่พ่อแม่รักไม่เท่ากันได้ และก็มักจะทำให้เป็นคนเก็บกดความรู้สึกนี้ไว้จนระเบิดออกมาได้ ซึ่งตัวเรื่องก็หยิบมาเป็นปมในจิตใจของพระเอกที่ลึกๆ อยากหลุดจากภาระนี้ถึงขั้นเกลียดพี่ชาย แต่อีกใจก็ตัดความรู้สึกพี่น้องไม่ขาด เพราะรู้ว่านี่ก็ไม่ใช่ความผิดของพี่เลยแม้แต่น้อย ตัวเรื่องในจุดนี้จึงเป็นอะไรที่กระชากหัวใจคนดูอย่างมากทุกครั้งที่มีฉากขัดแย้งกันทางอารมณ์ของซังเทกับคังเทแบบรุนแรง แม้จะจบลงด้วยดี แต่ว่าก็เป็นเหมือนบาดแผลในใจที่สะสมไว้เรื่อยๆ

ใครสนใจดูเรื่องราวแบบเดียวกันแนะนำเรื่องนี้เลย Atypical เรื่องราวครอบครัวเด็กออทิสติกที่ผิดแปลกแตกต่าง ซีรีส์น้ำดีมาก อาจจะดูฟีลกู้ดใสๆ แต่ตัวเรื่องนำเสนอปัญหาในครอบครัวแบบนี้ไว้ครบถ้วนมากๆ ครับ

บทโรแมนติกละมุน อบอุ่น ผ่านปมปัญหาทางจิต ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

เรื่องนำเสนอความโรแมนติกในแบบที่ต่างออกไป ด้วยการให้ตัวละครในเรื่องมีปมติดล็อคในจิตใจ และจะปลดล็อคได้ก็ด้วยการช่วยเหลือจากคนอื่น อย่างตัวนางเอกที่มักอารมณ์ร้าย แต่ก็เป็นคนเข้าใจคนป่วยด้วยกันในมุมมองที่ต่างออกไป และให้เจอกับสิ่งที่ปวดร้าวในใจแบบตรงไปตรงมา แม้จะดูว่ารุนแรง แต่ก็ทำให้ผู้ป่วยได้เผชิญหน้ากับความจริง จนช่วยคลายล็อคในใจของผู้ป่วยได้ และสะท้อนกลับมาทำให้เธอปลดล็อคตัวเองได้เช่นกัน และยังส่งต่อความรู้สึกดีๆ ไปยังตัวพระเอก ทำให้เขามีมุมที่เปลี่ยนไปทั้งกับตัวเองและที่คิดกับเธอ ซึ่งฉากคลายล็อคพวกนี้ตัวเรื่องใส่มาทีละนิดๆ ค่อยเป็นค่อยไปในแบบพอดีๆ ดูละมุน อบอุ่น โดยไม่ต้องมีฉากจูบ ทำให้ตัวเรื่องโรแมนติกเดินหน้าไปเบาๆ แบบที่ควรจะเป็นตามบทความรักของผู้ป่วยทางจิตได้อย่างเป็นธรรมชาติมาก

รีวิว It’s Okay to Not Be Okay ซีรีส์จิตวิทยาที่โรแมนติก อบอุ่น ละมุน และงดงาม (อัพเดท 16 EP จบ) 11

เรื่องนี้มีส่วนแฟนตาซีหรือเรื่องเหนือธรรมชาติจริงหรือไม่?

รีวิว It’s Okay to Not Be Okay ซีรีส์จิตวิทยาที่โรแมนติก อบอุ่น ละมุน และงดงาม (อัพเดท 16 EP จบ) 12

น่าจะเป็นคำถามสำคัญที่หลายคนติดตามดูและอยากรู้ว่าตัวเรื่องจะมีอะไรแบบนี้เข้ามาจริงๆ หรือไม่ เพราะหลายอย่างจากสิ่งที่ปรากฎในเรื่องให้คนดูเห็นดูเหมือนจะทำให้คิดว่าต้องมี แต่ที่จริงตัวเรื่องต้องการนำเสนอในรูปแบบเดียวกับหนังดาร์คแฟนตาซี Pan’s Labyrinth (ชื่อไทย อัศจรรย์แดนฝัน มหัศจรรย์เขาวงกต) ที่เล่นเรื่องจินตนาการของเด็กหญิงที่ต้องการหลีกหนีจากความโหดร้ายของยุคสมัยสงคราม โดยคิดว่าตัวเองคือเจ้าหญิงที่ต้องมีภาระหน้าที่ในอีกโลกหนึ่ง และตัวเรื่องต้องการให้ผู้ชมคิดตามว่าสิ่งที่เห็นเป็นจริงหรือไม่ โดยไม่มีคำตอบตรงๆ ไว้ในเรื่องเลย (แต่มีใบ้ว่าจริงไม่จริง) ซึ่งนางเอกในเรื่องนี้ก็คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงในนิทานเช่นกัน โดยมีตัวร้ายเป็นแม่กับพ่อของเธอ เรื่องเหนือธรรมชาติที่เห็นในเรื่องนี้จึงเป็นอาการป่วยทางจิตของนางเอกเท่านั้น (เห็นภาพหลอน มโนเพ้อคิดไปเอง)

การบอกเล่าเรื่องจริงผ่านนิทาน (มีสปอยล์)

ตัวละครหลักมีอดีตอันเลวร้ายฝังอยู่ แต่เรื่องไม่ได้เล่าออกมาตรงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ซีรีส์เรื่องนี้กลับเลือกใช้การเล่านิทานเปรียบเหมือนการเล่าเหตุการณ์จริงในอดีตแบบอ้อมๆ ซึ่งนิทานที่หยิบมาเล่า โดยเฉพาะเรื่องของนางเอกดูเหมือนจะเลวร้ายเอามากๆ อย่างเรื่อง เคราน้ำเงิน ที่ตัวเรื่องในนิทานคือ สามีเคราน้ำเงินเป็นคนรวยมีอำนาจ แต่มีความผิดปกติในจิตใจ มักฆ่าเมียตายแล้วตัดหัวเก็บไว้ในห้องเก็บของ จนมาถึงคนล่าสุดที่เขาห้ามแล้วไม่ให้เธอลงไปทีห้อง แต่เมื่อเธออยากรู้อยากเห็นลงไป สุดท้ายก็เลยพบจุดจบแบบเดียวกัน ซึ่งในเรื่องจริงพ่อนางเอกเข้าโรงพยาบาลจิตเวช แม่ตายแบบปริศนา ตัวนิทานเคราน้ำเงินที่ถูกเล่าออกมาโดยนางเอกเองก็เป็นเหมือนการเฉลยเรื่องนี้แบบอ้อมๆ นั่นเองครับ

มุมมองใหม่ผ่านนิทาน

รีวิว It’s Okay to Not Be Okay ซีรีส์จิตวิทยาที่โรแมนติก อบอุ่น ละมุน และงดงาม (อัพเดท 16 EP จบ) 13

ไม่ใช่แค่เรื่องจริงในอดีตของตัวละครถูกเล่าผ่านนิทาน แต่ตัวเรื่องยังใช้นิทานที่คุ้นเคยกันดีมานำเสนอมุมมองใหม่ตีความแตกต่างออกไปอย่าง บิวตี้แอนด์เดอะบีสต์ โฉมงามกับเจ้าชายอสูตรใน EP8 ก็เป็นมุมมมองของโกมุนยองที่เห็นว่า นางเอกในเรื่องถูกจับมาขังแล้วเป็นโรคทางจิต สต็อกโฮล์ม ซินโดรม (โรคจำเลยรัก) เป็นอาการของคนที่ตกเป็นเชลยหรือตัวประกันเกิดมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจคนที่เป็นคนร้ายหลังจากต้องใช้เวลาอยู่ด้วยกันระยะหนึ่ง หรือ อย่างพระราชาหูลา ที่ตอนจบถูกลงโทษเพราะรักษาความลับให้พระราชาไม่ได้ ก็เป็นมุมมองว่าถ้าอัดอั้นตันใจอะไรก็ควรจะนินทาคนอื่นลับหลังไปเลย ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ แทนที่จะเก็บความลับไว้ทำให้ตัวเองลำบากใจ ซึ่งมุมมองเหล่านี้แม้จะดูร้ายๆ จากตัวนางเอกโกมุนยอง แต่ว่าก็เป็นเรื่องจริงอีกมุมที่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน

ตัวละครสมทบที่เด่นมากเช่นกัน

แม้ว่าตัวพระเอกนางเอกจะเด่นมากในเรื่อง แต่ตัวเรื่องก็มีบทให้ตัวละครสมทบหลายคนโดดเด่น อย่างที่เห็นได้ชัดเลยคือ บทผู้ช่วยประธานสำนักพิมพ์หนังสือของนางเอก ที่รับบทโดย Park Jin-Joo ที่นอกจากจะหน้าตาน่ารักมาก บทยังมีความกวนโอ้ยอยู่บ่อยๆ ลับหลังประธานที่ใส่การแสดงโอเวอร์แอ็กติ้งเข้ามาเยอะ ทำให้บทประธานสำนักพิมพ์นี้ก็เรียกเสียงฮาได้เรื่อยๆ เช่นกัน

รีวิว It’s Okay to Not Be Okay ซีรีส์จิตวิทยาที่โรแมนติก อบอุ่น ละมุน และงดงาม (อัพเดท 16 EP จบ) 14

นอกจากนี้แล้วตัวละครสมทบทุกตัวในเรื่องต่างก็มีมุมน่ารัก อบอุ่น มีเรื่องราวความรักของแต่ละคนแตกต่างออกไป ซึ่งเรื่องใส่แทรกมาเป็นระยะๆ แบบกำลังดีและสอดคล้องไปกับเรื่องราวหลักด้วยเช่นกัน จนบางทียังน่าติดตามกว่าคู่พระเอกนางเอกที่เน้นดราม่าเยอะมากด้วยครับ

รีวิว It’s Okay to Not Be Okay ซีรีส์จิตวิทยาที่โรแมนติก อบอุ่น ละมุน และงดงาม (อัพเดท 16 EP จบ) 15

ปมฝันร้ายในอดีตที่เป็นทั้งส่วนดีและจุดบอดของเรื่อง

ตั้งแต่ EP11 ไปตัวเรื่องจะเข้าสู่ช่วงของปมในอดีตที่เกี่ยวกับการตายของแม่พระเอกและแม่ของนางเอก รวมถึงฝันร้ายของพี่ชายพระเอกว่าเกิดอะไรกันขึ้นแน่ และปมนี้จะทำให้ทั้ง 3 คนมีปัญหากันหรือไม่ ซึ่งตัวเรื่องจะดูผิดแปลกไปจากช่วงที่ผ่านมาพอสมควร แม้ว่าตัวปมสำคัญตรงนี้จะเป็นจุดกำเนิดปัญหาทางจิตใจของตัวละครหลักทั้ง 3 คน และก็ทำได้น่าติดตาม แต่พอช่วงเฉลยกลับมีความไม่สมเหตุผลของเรื่องหลายอย่าง แถมจุดนี้ก็เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของช่วงก่อนจบ (เคลียร์ปมตอน EP14) โดยแค่แทรกมาสั้นๆ ก่อนจะกลับมาสู่ธีมเรื่องราวปกติ จึงทำให้ส่วนนี้ดูแปลกแยกไปจากเรื่องค่อนข้างมากไปจนเป็นจุดบอดเพียงอย่างเดียวของเรื่องนี้จริงๆ

สปอยล์+รีวิวปัญหาความไม่สมเหตุผล

แม่ของนางเอกฆ่าแม่ของพระเอก ก่อนที่จะถูกสามีฆ่าตามมาหลังรู้ว่าเธอไปฆ่าคนมา โดยที่โกมุนยองตอนเด็กเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด และเรื่องก็แสดงให้เห็นว่าแม่ของนางเอกตายจริงๆ จากโดนถ่วงน้ำ แต่กลายเป็นว่าเธอยังไม่ตาย และกลับมาสวมรอยเป็นหัวหน้าพยาบาล โดยที่ขาดคำอธิบายว่าเธอรอดมาได้ยังไง และตัวคนไข้ที่เธอหลอกใช้ก็ตัดบทหายไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งส่วนนี้ค่อนข้างไม่เคลียร์เอามากๆ แถมยังแทรกมาขัดโทนเรื่องปกติที่ลงตัวมาตลอดด้วย

Dr. Romantic 2

ชื่อเรื่อง : Dr. Romantic 2 / Romantic Doctor, Teacher Kim 2 (낭만닥터 김사부2)
แนว : การแพทย์ / เมโลดราม่า / โรแมนติก
ผู้กำกับ : ยูอินชิก (ผลงานก่อนหน้า “Dr. Romantic 1”)
คนเขียนบท : คังอึนคยอง (ผลงานก่อนหน้า “Where Stars Land”)

เรื่องย่อ : บูยงจู (รับบทโดย ฮันซอกกยู) หรือ อาจารย์คิม เขาเป็นแพทย์ที่แปลกไม่ต้องการเข้าสังคม ซึ่งทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลโทรมๆแห่งหนึ่งชื่อว่า ทลดัม และอีกหนึ่งตัวละครหลัก ชาอึนแจ (รับบทโดย อีซองคยอง) แพทย์ Resident สาวปีที่ 2 ที่เชียวชาญด้านการผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือดและเธอผู้ไม่เคยมีประสบการณ์ของคำว่าพลาดมาก่อนเลย สำหรับตัวละครหลักอีกหนึ่งคือ ซออูจิน (รับบทโดย อันฮโยซอบ) แพทย์ Fellow หรือแพทย์ผู้ช่วยอาจารย์ปีที่ 2 ซึ่งมีความสามารถที่ยอดเยี่ยมในการผ่าตัดแต่เพราะเขามีชีวิตที่ยากลำบากจึงทำให้เขาไม่เชื่อในเรื่องความสุข ทั้ง ชาอึนแจ และ ซออูจิน จะมาพบอาจารย์คิมผู้แปลกประหลาด และได้เติบโตในฐานะมนุษย์และแพทย์ไปพร้อมๆกันหลังจากที่ผ่านประสบการณ์มากมายร่วมกันกับอาจารย์คิม

ซีรี่ย์เกาหลีน่าดู 2020 อีกหนึ่งเรื่องกับการกลับมาของซีรี่ย์แนวการแพทย์ที่ครองใจผู้ชมอย่างล้นหลาม Dr. Romantic 2 สำหรับซีซั่นนี้เป็นเรื่องราวของ ชาอึนแจ (แสดงโดย อีซองคยอง) แพทย์ Resident สาวปี 2 ที่เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือด แถมยังไม่เคยมีประสบการณ์ของคำว่าพลาดมาก่อน และ ซออูจิน (แสดงโดย อันฮโยซอบ) แพทย์ Fellow ปีที่ 2 ที่มีความสามารถในการผ่าตัดยอดเยี่ยม แต่ความลำบากในชีวิตทำให้เขาไม่เชื่อเรื่องความสุขเลย ทั้งสองได้มาพบกับศัลยแพทย์มือทอง บูยองจู หรือที่ใครๆ เรียกขานว่า อาจารย์คิม (แสดงโดย ฮันซอกกยู) ผู้ซ่อนตัวทำงานอยู่ในโรงพยาบาลเล็กๆ สถานที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวสุดเข้มข้น ที่ทำให้พวกเขาเติบโตในฐานะมนุษย์และแพทย์ไปพร้อมๆกัน ใครชอบซีรี่ย์แนวนี้ต้องดูนะ

หลายคนที่กำลังลังเลว่าจะเปิดดูเรื่องนี้ดีหรือไม่? หรือใครที่กำลังสงสัยกันอยู่ว่าซีรีส์แนวการแพทย์เรื่องนี้สนุกอย่างที่ได้ยินเสียงร่ำลือกันมาจริงแค่ไหน? และทำไมซีรีส์ถึงได้ฮิตมากขนาดนี้? วันนี้ Korseries มาขอนำเสนอ 4 เหตุผลที่จะไขข้อข้องใจให้ผู้ชมได้ทราบว่า อาจารย์คิม ทำไมถึงครองใจผู้ชมมากเกินความคาดหมายขนาดนี้ มาลองติดตามรายละเอียดกัน

เหตุผลที่ 1 : อาจารย์คิมแพทย์ผู้แสนโรแมนติก แต่จริงๆแล้วเป็นสายโหด
อ่านหัวข้อของเหตุผลแรกแล้วอย่าเพิ่งตกใจอะไรกันไปยกใหญ่ เพราะสิ่งที่ผู้เขียนกำลังจะสื่อไม่ได้หมายความอาจารย์คิมจะไปฆ่าแกงใครอะไรใดๆ แต่เสน่ห์ที่ทำให้ผู้ชมหลงใหลจนทีมงานตัดสินใจทำภาคต่อได้โดยไม่ลังเลนั้น ก็คงมาจากสไตล์การรักษาของอาจารย์คิมคนนี้ที่มัน ดุ เด็ด เผ็ด มันส์ และมุ่งมั่นอย่างเดียวว่าคนไข้ต้องรอดเท่านั้น!!

ด้วยสไตล์การรักษาที่ระทึกใจได้มากเหลือเกิน ผสมผสานเข้ากับ การตีโจทย์คาแรกเตอร์และถ่ายทอดบทบาทของ อาจารย์คิม ผ่านฝีมือการแสดงของ ฮันซอกกยู หนึ่งในนักแสดงเจ้าบทบาทของวงการบันเทิงเกาหลีใต้เลยก็ว่าได้ ทำให้ความเจ๋งของตัวละครอาจารย์คิมได้ถูกกลั่นกรองและตกผลึกออกมาได้อย่างสวยงามและสมบูรณ์แบบ เสน่ห์ของอาจารย์คิมจากฮันซอกกยูคือหนึ่งในจุดขายหลักของซีรีส์เรื่องนี้ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้และไม่เคยต้องผิดหวังกับนักแสดงฝีมือฉมังท่านนี้เลยจริงๆค่ะ

เหตุผลที่ 2 : ภาพการรักษาในห้องผ่าตัดอันน่าทึ่งและแสนระทึกใจ
ในการชมซีรีส์แนวการแพทย์นั้น แน่นอนว่าต้องมีภาพการผ่าตัดหรือเลือดตกยางออกมาให้ได้ปิดตากันหลายๆครั้งจนเป็นปกติ แต่สิ่งที่เป็นผลพลอยได้ภาพการรักษาเหล่านั้นคือผู้ชมจะได้ทราบถึงข้อมูลเบื้องต้นเมื่อได้รับการรักษาผ่านการผ่าตัด หรือแม้กระทั่งระบบการทำงานภายในของมนุษย์ ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้ละเอียดเท่าการเรียนแพทย์แต่รับรองว่าต้องได้ความรู้เพิ่มเติมไม่มากก็น้อยโดยไม่ต้องไปนั่งอ่านหนังสือเล่มใหญ่ๆแล้วแถมยังสนุกมากอีกด้วย
ซึ่ง “Dr. Romantic 2” ถือเป็นซีรีส์แนวการแพทย์อีกเรื่องที่สามารถถ่ายทอดภาพการรักษาในห้องผ่าตัดได้อย่างลงลึกในรายละเอียดและทำได้ค่อนข้างชัดเจนเข้าใจง่าย รวมถึงได้ความรู้ถึงระบบภายในร่างกายอย่างไม่รู้ตัวไปในหลายๆฉาก ในจุดนี้ผู้เขียนขอชื่นชมการทำการบ้านมาอย่างดีของทีมงานที่มีการศึกษามาอย่างดีจนสามารถถ่ายทอดการรักษาในแต่ละเคสออกมาได้เข้าใจเข้าถึงและสมจริงได้เป็นอย่างดี

เหตุผลที่ 3 : ทีมนักแสดงชุดเดิมขนมาอย่างจัดเต็ม ทีมใหม่ก็จัดชุดใหญ่ไฟกระพริบ
นอกจากจะมี ฮันซอกกยู มาเป็นตัวชูโรงในบทบาทของ อาจารย์คิม ในซีรีส์เรื่องนี้แล้ว บรรดานักแสดงชุดเดิมจากภาคแรกนั้นก็ขนกันมาอย่างเพียบ ซึ่งทำให้รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายความเป็นโรงพยาบาลทลดัมและอาจารย์คิมได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็น พยาบาลหนุ่มหล่อขรึม พัคอึนทัก ที่รับบทโดย คิมมินแจ, หัวหน้าพยาบาลเจ้าถิ่น มยองซิม รับบทโดย จินคยอง, หัวหน้าแผนกแอดมิน จางกีแท รับบทโดย อิมวอนฮี, แพทย์วางยาสลบฟรีแลนซ์ นัมโดอิล รับบทโดย บยอนอูมิน, แพทย์ผ่าตัดประจำห้องฉุกเฉิน จองอินซู รับบทโดย ยุนนามู และอีกเพียบ ที่ทุกคนยังสามารถถ่ายทอดบทบาทของตัวเองได้เป็นอย่างดีเหมือนภาคแรกไม่มีผิด

สำหรับทีมนักแสดงชุดใหม่ที่มาเสริมทัพมอบความสนุกในภาคต่อนี้นั้น ฝีมือการแสดงก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากันเลยและบทบาทของทีมใหม่ก็ยังสามารถเพิ่มความมันส์ให้เรื่องราวได้ดีอีกด้วย นำทีมโดย อันฮโยซอบ นักแสดงหนุ่มหล่อ (มากกกกก) รับบทเป็น ซออูจิน ศัลยแพทย์ฝึกหัดปี 2 ฝีมือดีแต่ติดหนี้เถื่อนก้อนโตทำให้โดนตามล่า, อีซองคยอง รับบทเป็น ชาอึนแจ ศัลยแพทย์ด้านทรวงอกฝึกหัดปี 2 ที่มักจะเป็นลมล้มตึงเมื่อได้เข้าผ่าตัด, ชินดงอุค นักแสดงหนุ่มที่น่ารักน่าเอ็นดู (ที่สุด><) รับบทเป็น แบมุนจอง ศัลยแพทย์ด้านกระดูกที่มาทำเป็นหมอและต้องแต่งงานจากแรงกดดันของครอบครัว, โซจูยอน รับบทเป็น ยุนอารึม แพทย์ผ่าตัดประจำห้องฉุกเฉินฝึกหัดปี 4, ยุนโบรา รับบทเป็น ยูยองมิ พยาบาลสาวที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่, คิมจูฮอน รับบทเป็น พัคมินกุก ว่าที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทลดัมคนใหม่และคู่ปรับตัวฉกาจของอาจารย์คิม ซึ่งยังมีอีกมากมายที่ไม่ได้กล่าวถึง ทุกตัวละครทั้งมาใหม่และชุดเดิมต่างมาเสริมสร้างความสนุกให้กับซีรีส์ได้เป็นอย่างดีไม่แพ้กันเลย แสดงดีทุกคนเลย

เหตุผลที่ 4 : ความมันส์แบบสะใจของทั้งการรักษาคนไข้และการฟาดฟันกับทีมบริหาร
ทั้งทีมนักแสดงคุณภาพมาครบทีมและทั้งภาพการรักษาในห้องผ่าตัดรวมถึงรายละเอียดที่สมจริงยังไม่พอสำหรับปัจจัยที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ดังเป็นพลุแตก การดำเนินเรื่องราวในพาร์ทต่างๆก็แสนจะเมามันส์ ถ้าเปรียบเทียบเป็นจังหวะเพลงขอเทียบเคียงกับจังหวะร็อคเสียงกลองรัวๆเป็นจังหวะทำให้ผู้ชมต่างลุ้นไปพร้อมๆกันอย่างเร้าใจ

นอกจากความตื่นเต้นที่สนุกมากจากการรักษาชีวิตคนไข้ในแต่ละเคสอาทิเช่น เคสรัฐมนตรีที่ต้องปั๊มหัวใจแบบใช้มือเข้าไปบีบที่ด้านในโดยตรงซึ่งเป็นทักษะชั้นสูงที่ปกติไม่เคยเห็นมาก่อนถ้าไม่ได้เป็นแพทย์, หรือจะเคสทะเลาะวิวาทซึ่งมีคนเจ็บเข้ามาอย่างหนาแน่นตรงข้ามกับจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลซึ่งต้องหาทางรองรับให้ทันและช่วยชีวิตไว้ให้ได้ และยังมีอีกหลากหลายเคสที่ได้ความรู้ใหม่กันไปอย่างเพลิดเพลินใจ

ก็ยังไม่เพียงเท่านั้น ความดราม่าเร้าใจของการที่อาจารย์คิมต้องต่อกรคู่ปรับเก่าอย่าง โดยุนวาน บอร์ดบริหารของมูลนิธิ Great ที่ทำทุกอย่างเพื่อเปลี่ยนโรงพยาบาลทลดัมให้กลายเป็นศูนย์ขนาดใหญ่ซึ่งรองรับทั้งลูกค้าด้านสุขภาพและด้านความบันเทิง ซึ่งส่ง พัคมินกุก มาปรับโครงสร้างก่อนดำเนินการแผนใหญ่นั้น อาจารย์คิมและพนักงานที่รักโรงพยาบาลนี้ทุกคนต่างพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะรักษาโรงพยาบาลที่พวกเขารักแห่งนี้ไว้ให้จงได้

ทุกส่วนของการดำเนินเรื่องไม่มีตรงไหนที่จะบอกได้เลยว่าน่าเบื่อหรืออยากจะกดข้ามเลยแม้แต่วินาทีเดียว การดำเนินเรื่องราวอย่างเข้มข้นและสร้างสมดุลให้ได้ทั้งการรักษาทางการแพทย์และการต่อสู้กับทีมบริหารที่เห็นแก่กำไรมากกว่าการช่วยชีวิตคนในภาค 2 นี้ทีมงานก็ยังทำได้ดีและเหมือนจะดีขึ้นไปอีกด้วยค่ะ สุดยอดจริงๆ

สำหรับคำถามที่มักจะได้ยินกันบ่อยๆเมื่อมีการแนะนำให้ดูซีรีส์ “Dr. Romantic 2” ก็คือมีความจำเป็นที่จะต้องดูภาคแรกมาก่อนหรือไม่? ผู้เขียนขอยืนยันจากความเห็นส่วนตัวเลยว่าไม่จำเป็น ถ้าเริ่มดูที่ภาค 2 ก่อนก็สามารถรู้เรื่องได้ตามปกติ ความเชื่อมโยงค่อนข้างน้อยแต่ผู้เขียนก็อยากจะแนะนำให้ดูภาค 1 อยู่ดีเพราะสนุกมากไม่แพ้ภาคนี้เลย และ 4 เหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นก็เป็นเพียงแค่ข้อมูลบางส่วนที่มารีวิวเท่านั้น อยากรู้ว่าสนุกมากแค่ไหน ขอแนะนำให้ลองไปจัดกันดูนะคะ

สนับสนุนโดย Vkvi.net ดูซีรี่ย์เกาหลี ซีรี่ส์ฝรั่ง  ดูหนังออนไลน์ฟรี

Secret forest (Stranger)

นำแสดงโดย โจซึงอู แบดูนา อีจุนฮยอก และ ชินฮเยซอน
ประเภท สืบสวน อาชญากรรม

อัยการฮวังชีม๊ก (รับบทโดย โจซึงอู) เขาได้รับการผ่าตัดสมองมาตั้งแต่เด็กทำให้เขาได้รับผลกระทบต่อร่างกายของเขาคือไร้ความรู้สึก ทำให้เขาดูเป็นคนเยือกเย็นและโดดเดี่ยว วันนึงเขาได้ไปพบศพของพัคมูซองที่ถูกฆาตรกรรมทำให้เขาต้องสืบหาสาเหตุการตายที่ไปเชื่อมโยงการรับสินบนของอัยการในสำนักงานเขาและสำนักงานตำรวจเขาได้พบ ฮันยอจิน (รับบทโดย แบดูนา) และเขาก็ได้ทำงานด้วยกัน โดยการทำงานของเขาทั้งคู่ทำให้เขาต้องพบกับการรับสินบนและเบื้องหลังของสำนักงานอัยการ

ซีรีส์เรื่องนี้เล่าถึงการรับสินบนของสำนักงานอัยการ และการสืบสาเหตุการตายของพัคมูซองที่เชื่อมโยงไปยังสำนักอัยการ โดยจะมีตัวละครที่น่าสงสัยมาเรื่อยๆในทุกตอน และการตายของพัคมูซองเพื่อปกปิดอะไรบ้างอย่างในการรับสินบนของสำนักอัยการ ตอนเปิดเรื่องมา มีคนน่าสงสัยหลายคนมากไม่ว่าจะเป็นลูกชายของพัคมูซองและแม่ของมูซอง นอกจากนั้นก็ยังมีแพะรับผิดในคดีนี้ที่ ฆ่าตัวตายไปแต่ก็ยังไม่กระจ่างถึงสาเหตุการฆ่าตัวตายของเขา และกายองตัวละครใหม่ที่เพิ่มเข้ามาที่จะเป็นกุญแจสำคัญในการสืบหาคนร้ายตัวจริงและการเชื่อมโยงถึงเบื้องหลังการรับสินบนสาเหตุที่เกิดฆาตรกรรมและการใส่ร้ายกัน

ซีรีส์เรื่องนี้ทำให้เราต้องดูละเอียดมาก คือห้ามกด skip เลยมิฉะนั้นอาจจะทำให้พลาดส่วนสำคัญได้ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงของนักแสดง หรือ รายละเอียดต่างๆของเรื่อง ที่คนเขียนบทตั้งใจจะถ่ายทอดออกมาให้เห็น เราว่าคนเขียนบทเรื่องนี้เก่งมากที่ตั้งใจจะถ่ายทอด บุคลิกลักษณะของตัวละครและเคมีที่เข้ากันระหว่างพระนางระหว่าง โจซึงอู กับ แบดูนา ซึ่งก็เป็นการคัมแบคมาเล่นละครของทั้งคู่ที่หายไปนานด้วย

ถึงจะเป็นซีรีส์ที่อาจไม่ได้พูดถึงที่ไทยมากนักแต่ก็จัดว่าเป็นซีรีส์แนวสืบสวนเรื่องนึงที่คนเขียนบทใส่รายละเอียดลงไปในแต่ละคนได้ลงตัวมากไม่ว่าจะเป็นบุคลิกลักษณะของพระเอก หรือไม่ก็อัยการในสำนักงานที่ทำให้นึกถึงวลีนี้เลย รู้หน้าไม่รู้ใจแต่อย่างที่บอกเราต้องค่อยๆเก็บรายละเอียดของเรื่องไปเรื่อยๆ

สนับสนุนโดย Vkvi.net ดูซีรี่ย์เกาหลี ซีรี่ส์ฝรั่ง  ดูหนังออนไลน์ฟรี

Crash Landing on You : ปักหมุดรักฉุกเฉิน

เรื่องย่อ ‘Crash Landing On You ปักหมุดรักฉุกเฉิน

‘ยุนเซริ (รับบทโดย ซนเยจิน)’ ทายาทสาวตระกูลดังในเกาหลีใต้ ที่กำลังเล่นร่มร่อนและเกิดอุบัติเหตุจนพลัดตกเข้าไปในเขตพื้นที่ของประเทศเกาหลีเหนืออย่างไม่ได้ตั้งใจ ทำให้เธอได้พบกับ ‘รีจองฮยอก (รับบทโดย ฮยอนบิน)’ เจ้าหน้าที่หนุ่มจากกองทัพของเกาหลีเหนือที่มาพบกับเธอเข้า และตัดสินใจไม่สังหารเธอตั้งแต่แรกเห็นตามที่กฎหมายได้บัญญัติเอาไว้ แต่เขากลับเลือกที่จะพาเธอไปซ่อนตัวและพยายามช่วยเธอให้หาทางกลับไปที่ฝั่งเกาหลีใต้ได้อย่างปลอดภัยในทันที โดยที่ทั้งเธอและเขาแทบไม่ได้รู้ตัวเลยว่า …ระยะเวลาที่พวกเขาได้อยู่ด้วยกันแม้ว่ามันจะสั้น แต่มันช่างมีความสุขมากกว่าที่ใดบนโลกใบนี้เสียอีก

ชอบจริง ๆ เวลาที่หนังหรือซีรีส์เกาหลีพยายามจะนำเสนอความแปลกใหม่ผ่านพล็อตเรื่องหรือแง่มุมของอาชีพแปลก ๆ ที่เรามักจะไม่ค่อยได้พบเห็นหรือแม้กระทั่งให้สนใจในเบื้องลึกของเรื่องราวเหล่านั้นซะด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับซีรีส์เกาหลีเรื่องนี้ ‘Crash Landing On You ปักหมุดรักฉุกเฉิน’ ที่เราค่อนข้างเซอร์ไพรส์อยู่เหมือนกัน กับการหยิบเอาเรื่องราวและวิถีชีวิตของ ‘เหล่าสหายในเกาหลีเหนือ’ ดินแดนลับตาที่ทั้งโลกแทบไม่เคยได้สัมผัส มาร้อยเรียงให้เข้ากับเรื่องราวความรักโรแมนติกของหญิงชาย ในสไตล์ซีรีส์เกาหลีออริจินัลที่มีเรื่อง ‘ความรักบนเส้นขนาน’ เป็นจุดขายสำคัญของเรื่อง ประหนึ่งว่ากำลังดู ‘คู่กรรมเวอร์ชันเกาหลี’ อยู่ก็มิปาน (ศัพท์ก็เก่าเกิ๊นน) คือแค่ได้อ่านเรื่องย่อคร่าว ๆ ก็สามารถตกคนให้เข้าไปดูต่อได้ไม่ยากแล้วอะ

เรื่องความสวยงามของงานภาพและดนตรีประกอบ ก็ยังคงท็อปฟอร์มในสไตล์เกาหลีแบบไม่มีตกหล่น จะเรียกว่าเป็นเพราะเสน่ห์และความขลังของสถานที่ต่าง ๆ ในเกาหลีเหนือที่สามารถสะกดเราไว้ให้อยู่กับหน้าจอได้ตลอดก็ว่าได้ มันจึงทำให้เราอยากดูอีก อยากเห็นอีก อยากจะรู้จักมุมมองต่าง ๆ ให้มากกว่านี้อีก แถมเรื่องเคมีนักแสดงแต่ละคนนี่ก็แทบไม่มีมีอะไรให้น่าเป็นห่วง …ฟินหมอนขาดแน่นอน

ดูซีรี่ย์เกาหลี ดูหนังออนไลน์ฟรี

อัพเดต ซีรี่ย์เกาหลี 2020 ครึ่งปีแรก แนะนำว่าต้องดู !!

อันยองฮาเซโย~ เข้าสู่ปีใหม่ก็ได้เวลาที่คอซีรี่ย์เกาหลีอย่างพวกเราจะมา อัพเดต ซีรี่ย์เกาหลี 2020 เรื่องน่าดู ในครึ่งปีแรกกันแล้วจ้าา… ปีนี้ทางฝั่งแดนกิมจิก็ไม่ทำให้ผิดหวังอีกเช่นเคย เพราะมีลิสต์ ซีรี่ย์เกาหลีน่าดู น่าติดตาม พร้อมนักแสดงนำระดับแม่เหล็กหลายเรื่องมากๆ พี่เห็ด มัชรูมทราเวล แนะนำให้เกาะขอบจอรอดูกันตั้งแต่ต้นปีเลย ส่วนจะมีเรื่องไหนบ้าง พี่เห็ดคัดเรื่องเด็ดมาให้ชมแล้ว ไปอัพเดตกันเลย…!!

Crash Landing On You

ประเดิมด้วย ซีรี่ย์เกาหลี 2020 เรื่องแรก ที่เกาะกระแสยาวๆ มาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2019 กับการคัมแบ็คของพระเอกตลอดกาล ฮยอนบิน และนางเอกตัวท็อป ซนเยจิน ในซีรี่ย์สุดโรแมนติก Crash Landing On You เรื่องราวความรักระหว่าง ยุนเซรี (แสดงโดย ซนเยจิน) ลูกสาวทายาทเศรษฐีเกาหลีใต้ กับ รีจองฮยอก (แสดงโดย ฮยอนบิน) เจ้าหน้าที่หนุ่มเกาหลีเหนือ ที่โชคชะตานำพาให้ได้พบกันท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากเกินจะคาดเดา เรื่องนี้แม้จะเพิ่งออกอากาศไปได้ไม่กี่ตอน แต่ก็ทำให้คนดูอย่างเราๆ ทั้งลุ้น ทั้งฟิน ทั้งตื่นเต้นไปในทุกตอน ที่สำคัญยังการันตีคุณภาพด้วยผลงานจากนักเขียนเรื่อง My Love From The Star หรือ ยัยตัวร้ายกับนายต่างดาว ที่โด่งดังไปทั่วเอเชียอีกด้วย บอกเลยว่า ห้ามพลาด!!